บาร์เซโลน่า (Barcelona)

    04/08/2018 FIFA55DAY

    สโมสรฟุตบอล บาร์เซโลน่า

    สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลน่า (Futbol Club Barcelona) หรือที่แฟนบอลคุ้นหูกันดีในนาม “บาร์เซโลน่า” หรือเรียกกันสั้นๆว่า “บาร์ซ่า” เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ เมืองบาร์เซโลน่า ภายใน แคว้นกาตาลัน ของ สเปน ทีมถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1899 โดยกลุ่มสมาชิกนักเตะชาวสวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ และชาวท้องถิ่นที่นำโดย โจน กัมเปร์ และกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของชาวแคว้นกาตาลัน พร้อมคติประจำทีมที่มีความหมายว่า “มากกว่าทีมฟุตบอล” นอกจากนี้พวกเขายังมีความพิเศษเหนือสโมสรฟุตบอลส่วนใหญ่ที่มีกลุ่มผู้สนับสนุนได้เข้ามาเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมในการดำเนินการบริหารต่างๆ

    บาร์เซโลน่า ถูกจัดให้เป็นสโมสรกีฬาที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก (4.07 พันล้านดอลล่าร์) และยังเป็นทีมฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกในแง่ของผลประกอบการจากตัวเลขงบดุลรายปีล่าสุดที่ 648.3 ล้านยูโร (ปี 2018) เกียรติประวัติที่ผ่านมา บาร์ซ่า เคยคว้าแชมป์ ลา ลีกา มาแล้ว 25 สมัย รวมถึงแชมป์ โกปา เดล เรย์ และ ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า ได้ถึง 30 และ 12 ครั้งตามลำดับ พวกเขายังกวาดถ้วยรางวัลระดับยุโรปและระดับโลกรวมกันอีก 20 รายการ ซึ่งประกอบไปด้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 5 ครั้ง, ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ 4 ครั้ง, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 5 ครั้ง, อินเตอร์ ซิตี้ แฟร์ คัพ 3 ครั้ง และ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ อีก 3 ครั้ง พวกเขาเคยรั้งตำแหน่งทีมที่ดีที่สุดจาก สหพันธ์ประวัติศาสตร์และสถิติฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือ IFFHS ในปี 1997, 2009, 2011, 2012 และ 2015 โดยปัจจุบันยังอยู่ในอันดับ 3 ของการจัดลำดับจาก ยูฟ่า คลับ แรงกิ้ง

    บาร์เซโลน่า เป็นหนึ่งในสโมสรกีฬาที่มีแฟนๆสนับสนุนมากที่สุดในโลก และยังเป็นอีกหนึ่งทีมที่มีผู้ติดตามใน โซเชี่ยล มีเดีย มากที่สุดอีกด้วย นักเตะระดับท็อปในอดีตที่ผ่านมาก็เคยก้าวขึ้นไปคว้ารางวัล บัลลง ดอร์ และ นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกแห่งปี จาก ฟีฟ่า มาแล้วมากมาย นำโดย โยฮัน ครัฟฟ์ ตำนานของทีม 3 ครั้ง และอีก 4 ดาวดังอย่าง โรนัลโด้, โรนัลดินโญ่, โรมาริโอ และ ริวัลโด้ ที่กวาดรวมกันทั้งหมด 7 รายการ ก่อนจะมาถึงยุคของ ลีโอเนล เมสซี่ ซุปตาร์คนปัจจุบันที่เหมาคนเดียวรวมกันไปแล้วถึง 5 สมัย บาร์ซ่า ยังเป็นหนึ่งใน 3 ของทีมยุคบุกเบิกลีกสูงสุดของประเทศหรือ ลา ลีกา ที่ยังไม่เคยตกชั้น นับตั้งแต่ที่ร่วมลงฟาดแข้งอย่างเป็นทางการในปี 1929 เคียงข้างกับ แอธเลติก บิลเบา และ เรอัล มาดริด

    ในปี 2009 พวกเขากลายเป็นสโมสรจาก สเปน รายแรกที่สามารถคว้าทริปเปิ้ลแชมป์จากการได้แชมป์ ลา ลีกา, โกปา เดล เรย์ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก่อนจะกลายเป็นทีมแรกที่สามารถกวาดแชมป์จากทั้ง 6 รายการมาครองได้ครบถ้วนทั้งจาก ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ อีก 2 ปีถัดมาทีมยังประกาศศักดาอีกครั้งด้วยการครองถ้วย แชมเปี้ยนส์ลีก และกวาดแชมป์ไปรวมกัน 5 รางวัล บาร์ซ่า กอบโกยความสำเร็จไปรวมกัน 14 รายการในระยะเวลา 4 ปีภายใต้การดูแลของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ถูกยกย่องจากหลายๆสำนักว่าเป็นทีมชุดที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล และจากการครองบัลลังก์แชมป์ยุโรปได้หนหลังสุดเมื่อปี 2015 ก็ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมแรกของ ยุโรป ที่คว้าทริปเปิ้ลแชมป์มาครองหนที่สองได้สำเร็จ

    Joan Gamper

    ประวัติสโมสรในแต่ละยุค

    1899-1922 ยุคบุกเบิก เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 1899 ฮันส์ กัมเปร์ หรือที่รู้จักกันในภายหลังว่า โจน กัมเปร์ ได้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์กีฬาท้องถิ่นว่าปรารถนาจะก่อตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมา และจากผลตอบรับที่ดีเขาก็ได้ผู้เล่น 11 คนแรกครบถ้วนในวันที่ 29 พฤศจิกายน บาร์เซโลน่า เริ่มต้นสร้างชื่อจากระดับภูมิภาคก่อนจะก้าวขึ้นไปสู่ระดับประเทศ ทีมคว้าถ้วยรางวัลใบแรกจากรายการ โกปา มากาย่า ในปี 1902 และในปีนั้นพวกเขายังผ่านเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศ โกปา เดล เรย์ ได้เป็นครั้งแรกแต่ก็พ่ายให้กับ บิซกาย่า 2-1 จนถึงปี 1908 กัมเปร์ ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานสโมสรคนแรก ด้วยความตั้งใจที่จะพยุงทีมให้อยู่รอดต่อไป เพราะหลังจากคว้าแชมป์ กัมปิโอนาท เดอ กาตาลุนญ่า ในปี 1905 สโมสรก็ตกอยู่ในสภาวะล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด เขาดำรงตำแหน่งสำคัญอยู่ยาวนานรวม 25 ปีและยังผลักดันให้ทีมย้ายเข้าสู่สนามเหย้าแห่งใหม่ที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 1922 ทีมก็ได้ลงเตะในสนาม เลส กอร์เตส ที่มีความจุ 20,000 ที่นั่ง

    1923 – 1957 ยุคสงครามกลางเมือง ท่ามกลางความขัดแย้งวุ่นวายภายในประเทศ ในวันที่ 14 มิถุนายน 1925 นายพล ปรีโม เด ริเบร่า ได้สั่งปิดสนามเหย้าของทีมเป็นเวลานานถึง 6 เดือน หลังแฟนๆในสนามพากันส่งเสียงโห่ฮาใส่เพลงปลุกใจประจำกองทัพ และยังส่งผลกระทบให้ กัมเปร์ ต้องยอมก้าวลงจากตำแหน่งประธาน ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยปัญหารุมเร้ารอบด้านในปี 1930 ทั้งๆที่ปีก่อนหน้านั้นทีมพึ่งประเดิมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้เป็นครั้งแรก ระหว่างความวุ่นวายของสงครามกลางเมืองที่เปิดฉากขึ้นในปี 1936 ก็ได้ส่งผลกระทบต่อทีมอย่างหนัก เริ่มจาก โจเซป ซันโยล ประธานคนใหม่ถูกสังหารด้วยข้อหาทางการเมือง และอีก 2 ปีถัดมาภายในเมืองก็ถูกถล่มด้วยการทิ้งบอมบ์กลางอากาศจนส่งผลให้มีผู้คนเสียชีวิตไปกว่า 3,000 คน และสำนักงานของสโมสรก็ถูกหางเลขจากระเบิดจนพังย่อยยับ

    ในปี 1943 การโคจรมาพบกับ เรอัล มาดริด ในรอบตัดเชือกรายการ โกปา เดล เคเนราลีซีโม่ หรือ โกปา เดล เรย์ ในปัจจุบัน โดยหลังจากเอาชนะที่บ้านตนเองในนัดแรกได้ 3-0 พวกเขากลับบุกไปพ่ายแพ้ในนัดเยือนแบบสุดบอบช้ำ 11-1 จนทำให้เกมส์คู่นี้ถูกเริ่มต้นเปรียบเทียบให้เป็นสัญลักษณ์จาก ราชันชุดขาว ที่เหมือนตัวแทนของกองทัพกำลังกดขี่ บาร์เซโลน่า ที่เป็นตัวแทนของชนชาวพื้นเมือง แต่หลังจากนั้นทีมก็กลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง ด้วยการคว้าแชมป์ลีกภายใต้ชื่อ ลา ลีกา ในปี 1945 และยังประกาศศักดาด้วยการกวาดแชมป์ไป 5 รายการระหว่างปี 1952-53

    1957 – 1978 สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลน่า คัมป์ นู ถูกเปิดตัวขึ้นในปี 1957 แต่ก็ส่งผลกระทบต่อสภาพการเงินของสโมสรเป็นอันมาก จนทำให้ทีมห่างหายความสำเร็จไปพอสมควรในช่วงยุคปี 60 พอหลังจากประเทศสิ้นสุดยุคเผด็จการของ นายพล ฟรานซิสโก้ ฟรังโก้ ในปี 1974 พวกเขาก็กลับมาใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลน่า ในภาษากาตาโลเนีย พร้อมกับนำตราสโมสรดั้งเดิมที่มีตราธงชาติกาตาลุนญ่ากลับมาอีกครั้ง และยังเป็นเวลาเดียวกับที่พวกเขาไปคว้ายอดนักเตะอย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ เข้ามาในซีซั่น 1973-74 จาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยค่าตัว 920,000 ปอนด์ที่กลายเป็นสถิติโลกในเวลานั้น พร้อมกับพาทีมกลับมาคว้าแชมป์ ลา ลีกา เป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ซึ่งประกอบไปด้วยไฮไลท์การบุกไปยำใหญ่ เรอัล มาดริด 5-0 ถึงถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว หลังโชว์ผลงานในซีซั่นเปิดตัวได้อย่างยอดเยี่ยม ครัฟฟ์ ก็ก้าวขึ้นไปคว้ารางวัล บัลลง ดอร์ เป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เจ้าตัวเคยได้หนแรกสมัยยังอยู่กับ อาแจ็กซ์ เมื่อปี 1971 และเขายังกลายเป็นผู้เล่นที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกันเป็นคนแรกในปี 1974 ภายใต้การค้าแข้งอยู่ที่ คัมป์ นู

    Josep Lluís Núñez 1978

    นูเนซ และการรักษาเสถียรภาพ

    โจเซฟ หลุยส์ นูเนซ กลายเป็นประธานสโมสรคนแรกของทีมที่มาจากการเลือกตั้งในปี 1978 ซึ่งเขากลายเป็นผู้วางรากฐานสำคัญและนโยบายของสโมสรที่ต้องการให้ทีมก้าวขึ้นไปสู่ระดับโลกพร้อมกับการสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกสนาม อย่างไรก็ตามด้วยแนวทางบริหารที่ค่อนข้างรัดกุมและเข้มงวด ทำให้ตลอดช่วงระยะเวลากุมอำนาจ 22 ปีของเขา ทีมใช้นโยบายยอมหักไม่ยอมงอกับเหล่าซุปตาร์อย่าง ดีเอโก้ มาราโดน่า, โรมาริโอ และ โรนัลโด้ แทนที่จะยอมผ่อนปรนตามคำเรียกร้องของนักเตะดังเหล่านั้นในบางโอกาส ในปี 1979 ทีมคว้าแชมป์ คัพ วินเนอร์ส คัพ มาครองเป็นครั้งแรกได้สำเร็จด้วยการปราบ ฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ ลงได้ 4-3 ท่ามกลางแฟนๆที่แห่ตามไปเชียร์ถึง บาเซิ่ล ร่วม 3 หมื่นคน และในปีนั้นเอง นูเนซ ก็ตัดสินใจลงทุนก่อตั้งแคมป์ ลา มาเซีย ที่กลายเป็นศูนย์ฝึกที่ดึงดูดสุดยอดนักเตะเยาวชนจากทั่วทุกมุมโลก

    หลังห่างหายความสำเร็จที่จับต้องได้ท่ามกลางความตึงเครียดภายใต้การบริหารงานของ นูเนซ จนกระทั่งปี 1988 โยฮัน ครัฟฟ์ ก็กลับคืนสู่ถิ่น คัมป์ นู อีกครั้งด้วยบทบาทผจก.ทีม เขาพาทีมที่นำโดยผู้เล่นที่แจ้งเกิดจาก ลา มาเซีย อย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผสมกับผู้เล่นระดับโลกอย่าง โรนัลด์ คูมัน, ไมเคิ่ล เลาดรู๊ป และ ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ ครองแชมป์ ลา ลีกา 4 สมัยซ้อนตั้งแต่ปี 1991-94 และทีมยังประสบความสำเร็จในเวทียุโรปจากการคว้าแชมป์ คัพ วินเนอร์ส คัพ ในปี 1989 ก่อนจะมาครองถ้วย ยูโรเปี้ยน คัพ ในปี 1992 ที่ เวมบลีย์ จากประตูชัยด้วยลูกฟรีคิกของ คูมัน ในการเผชิญหน้ากับ ซามพ์โดเรีย ทั้ง 2 รายการ ในช่วงท้ายๆจากการนำทัพของ หลุยส์ ฟิโก้, แพทริค ไคลเวิร์ต, หลุยส์ เอ็นริเก้ และ ริวัลโด้ จนสามารถคว้าดับเบิ้ลแชมป์ในประเทศมาครองได้สำเร็จในปี 1998 พร้อมกับ ริวัลโด้ ที่กลายเป็นผู้เล่นคนที่ 4 ของทีมที่ได้รับรางวัล บัลลง ดอร์ แต่จากความล้มเหลวในการวิ่งไล่ตามความยิ่งใหญ่ในเวทียุโรปจาก เรอัล มาดริด ก็ทำให้ หลุยส์ ฟาน กัล ผจก.ทีมในเวลานั้นต้องยอมลาออกพร้อมกับการก้าวลงจากบัลลังก์ของ นูเนซ

    การจากไปของ ฟาน กัล และ นูเนซ ในปี 2000 กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับการตัดสินใจแบบช็อคแฟนๆของ หลุยส์ ฟิโก้ รองกัปตันทีมที่เลือกย้ายไปซบอก เรอัล มาดริด ทีมคู่ปรับตลอดกาล ซึ่งนำมาสู่การถูกขว้างปาใส่ด้วยหัวหมูและขวดเหล้าในการกลับมาเยือน คัมป์ นู เป็นครั้งแรกของ ปีกชาวโปรตุเกส หลังการออกสตาร์ทในช่วง 2-3 ปีแรกอย่างกระท่อนกระแท่น ในที่สุดการดึงตัว แฟรงค์ ไรจ์การ์ด เข้ามาของ โจน ลาปอร์ต้า ประธานสโมสรในเวลานั้นก็ช่วยจุดประกายความสดใสให้กับทีมอีกครั้ง ด้วยผู้เล่นระดับชั้นนำอย่าง โรนัลดินโญ่, เดโก้, ซามูเอล เอโต้ และ เอ็ดการ์ ดาวิดส์ บวกกับนักเตะทีมชาติสเปนทั้ง การ์เลส ปูโยล, อันเดรส อิเนียสต้า, ซาบี เอร์นานเดซ และ บิคตอร์ บัลเดซ ก็ทำให้พวกเขากลับมาคว้าแชมป์ ลา ลีกา ได้ในปี 2005 ก่อนที่ปีถัดมา บาร์ซ่า จะคว้าแชมป์ลีกได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน พร้อมกับการก้าวขึ้นไปครองบัลลังก์ยุโรปเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี จากการเอาชนะ อาร์เซน่อล ที่เหลือ 10 คน ด้วยการพลิกกลับมาแซงนำ 2-1 ในช่วง 15 นาทีสุดท้าย แม้จะออกสตาร์ทการคุมทีมได้อย่างสวยหรู แต่จากการคว้าน้ำเหลวใน 2 ฤดูกาลถัดมาก็ส่งผลให้ ลาปอร์ต้า ประกาศแต่งตั้ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โค้ชทีมสำรองในขณะนั้นขึ้นมาทำหน้าที่แทน ไรจ์การ์ด หลังจบซีซั่น 2007-08

    ยุคทองของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

    2008- 2012 ยุคทองของ เป๊ป

    หลังการขยับขึ้นมารับตำแหน่งแทน เฮดโค้ชชาวฮอลแลนด์ ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นปรัชญาลูกหนังอันลือลั่น ติกิ ตาก้า พร้อมกับการปล่อยตัว โรนัลดินโญ่ และ เดโก้ ออกไป ในขณะที่เขาเริ่มต้นสร้างทีมใหม่รายล้อมคีย์แมนอย่าง ลีโอเนล เมสซี่, อิเนียสต้า และ ซาบี ภายในฤดูกาลแรกพวกเขาปราบ แอธเลติก บิลเบา ในนัดชิง โกปา เดล เรย์ ได้ 4-1 ก่อนจะมาถล่ม เรอัล มาดริด 6-2 ในอีก 3 วันให้หลังพร้อมกับการันตีการเป็นแชมป์ ลา ลีกา แถมยังมาสยบ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ 2-0 ที่ โอลิมปิโก สเตเดี้ยม ในเกมส์ แชมเปี้ยนส์ลีก จนทำให้พวกเขากลายเป็นทีมแรกจาก สเปน ที่คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น กวาร์ดิโอล่า ยังพาลูกทีมเปิดหัวซีซั่นถัดไปด้วยการย้ำแค้น บิลเบา ในรายการ ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า และยังสามารถเอาชนะ ชัคตาร์ โดเนตส์ ในรายการ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ก่อนจะคว้าได้อีกรางวัลในช่วงปลายปีนั้นจาก ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ ด้วยการปราบ เอสตูเดียนเตส ตลอดระยะเวลา 4 ปี อดีตโค้ชทีมสำรอง พา บาร์เซโลน่า กวาดไปทั้งสิ้น 14 แชมป์ จนกระทั่งหลังการตกรอบตัดเชือก UCL ด้วยน้ำมือของ เชลซี ในช่วงปลายเดือนเมษายน 2012 กวาร์ดิโอล่า ก็ประกาศวางมือหลังสิ้นสุดฤดูกาลนั้น โดยทีมประกาศแต่งตั้ง ติโต้ บีลาโนบา มือขวาของเขาขึ้นรับตำแหน่งต่อในซีซั่นถัดไป

    2014 – ปัจจุบัน ยุคของ บาร์โตเมว

    หลังการลาออกเพื่อไปรักษาตัวจากโรคมะเร็งลำคอของ บีลาโนบา ทีมก็ได้ เคราร์โด มาร์ติโน่ มารับหน้าที่ต่อ 1 ฤดูกาล ก่อนที่ หลุยส์ เอ็นริเก้ จะเข้ามาสานงานต่อในปี 2014 พร้อมพาทีมในยุคของ โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประธานคนล่าสุดทะยานขึ้นไปสู่จุดพีคอีกครั้ง บาร์เซโลน่า คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้เป็นหนที่สองในฤดูกาล 2014-15 และยังเป็นทีมแรกในยุโรปที่ทำได้ โดยเริ่มจากการคว่ำทีมแกร่งอย่าง แอตเลติโก มาดริด ในช่วงโค้งสุดท้ายกลางเดือนพฤษภาคม จนทำให้พวกเขาคว้าแชมป์ ลา ลีกา เป็นสมัยที่ 23 และยังกลายเป็นแชมป์ลีกครั้งที่ 7 ในรอบ 10 ปี ก่อนจะมาปราบ แอธเลติก บิลเบา ได้ที่ คัมป์ นู ในรายการ โกปา เดล เรย์ และปิดท้ายด้วยการเอาชนะ ยูเวนตุส 3-1 จนได้ชูถ้วยบิ๊กเอียร์

    ในเดือนกุมภาพันธ์ 2016 หลังสามารถทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โกปา เดล เรย์ เป็นหนที่ 6 ในรอบ 8 ปีหลังสุด เอ็นริเก้ สามารถพาทีมทำลายสถิติไร้พ่าย 28 เกมส์ติดต่อกันในยุคของ กวาร์ดิโอล่า ที่เคยทำไว้ในฤดูกาล 2010-11 และจากชัยชนะ 5-1 เหนือ ราโย่ บาเยกาโน่ ในช่วงต้นเดือนมีนาคมปีนั้น ก็ทำให้ทีมสร้างสถิติไร้พ่าย 35 เกมส์แซงหน้าตัวเลข 34 เกมส์ของ เรอัล มาดริด ในยุค 1988-1989 ก่อนตัวเลขจะมาสิ้นสุดลงที่ 39 นัดด้วยการพ่ายคาบ้านให้กับ เรอัล มาดริด ในช่วงต้นเดือนถัดมา ในฤดูกาลสุดท้ายก่อนการเข้ามาของ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ กุนซือคนปัจจุบัน เอ็นริเก้ ได้ฝากผลงานทิ้งท้ายด้วยการสร้างประวัติศาสตร์การคัมแบ็คที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรายการ แชมเปี้ยนส์ลีก หลังพาทีมบุกไปพ่ายให้กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในเลกแรก 4-0 ก่อนจะกลับมาถลุงคู่แข่งในบ้าน 6-1 โดยได้ประตูสำคัญจาก เซร์กี้ โรแบร์โต้ ในนาทีที่ 90+5

    บลาอูกราเนส หรือ อาซูลกราน่า คือชื่อเรียกของบรรดาแฟนบอล บาร์เซโลน่า และจากการสำรวจพบว่าราว 25% ของประชากรใน สเปน ล้วนเป็นสาวกของ บาร์ซ่า โดยมีมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจาก เรอัล มาดริด ที่คาดว่ามีอยู่ประมาณ 32% ของประชากรในประเทศ หากนับทั่วทั้งยุโรป พวกเขาก็ยังเป็นทีมที่มีผู้คนชื่นชอบมากที่สุดเป็นอันดับ 2 โดยมีตัวเลขของบรรดาแฟนคลับที่ขึ้นทะเบียนกับสโมสรอย่างเป็นทางการเพิ่มสูงขึ้นจาก 100,000 คนในฤดูกาล 2003-04 ไปเป็น 170,000 คนในช่วงกันยายน 2009 ซึ่งมีอิทธิพลมาจากความคลั่งไคล้ในความมหัศจรรย์ของ โรนัลดินโญ่ บวกกับแผนการใช้สื่อต่างๆจากประธาน โจน ลาปอร์ต้า ที่มุ่งไปยังสื่อออนไลน์ที่ใช้ภาษาอังกฤษและสเปนเป็นหลัก จวบจนปัจจุบันท่ามกลางสโมสรกีฬาทั่วโลก บาร์เซโลน่า ยังเป็นทีมที่มีฐานแฟนคลับใน เฟซบุ๊ค แฟนเพจ มากที่สุดเป็นอันดับ 2 โดยอยู่ที่ราวๆ 103 ล้านบัญชีเมื่อสิ้นปี 2017 ตามหลัง เรอัล มาดริด ที่มีผู้ติดตามอยู่ถึง 106 ล้านบัญชี

    ประธานคนล่าสุด บาร์เซโลน่า บาร์โตเมว

    ศัตรูคู่อริบาร์ซ่า

    เอล กลาซิโก้ เป็นเรื่องปกติที่มักมีการต่อสู่ห้ำหั่นกันระหว่าง 2 ทีมระดับชั้นนำในลีกของแต่ละประเทศ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับ ลา ลีกา ในแต่ละปีเช่นกัน โดยการแข่งขันระหว่าง บาร์เซโลน่า กับ เรอัล มาดริด จะมีชื่อเรียกที่คงจะคุ้นหูแฟนๆกันว่า “เอล กลาซิโก้” จุดเริ่มต้นของการไม่ลงรอยกันสืบเนื่องมาจากทั้งสองฝ่ายเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของ 2 แคว้นใหญ่ของประเทศ กาตาลุนญ่า และ กาสติญ่า ที่ยังสะท้อนถึงเรื่องทางการเมืองและวัฒนธรรมของทั้ง 2 กลุ่ม ก่อนจะมาปะทุถึงจุดเดือดในช่วงสงครามกลางเมืองสเปน ระหว่างการเถลิงอำนาจของ นายพล ปรีโม เด ริเบร่า (1923-1930) และยิ่งโดยเฉพาะภายในยุคของ นายพล ฟรานซิสโก ฟรังโก้ (1939-1975) ได้มีการสั่งห้ามใช้ภาษาอื่นทั่วทั้งอาณาจักรนอกจากภาษาสเปน (กาสติเลี่ยน) รวมถึงการแสดงออกของวัฒนธรรมอื่นๆก็เป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกัน และการแสดงออกที่ดีที่สุดของชนชาติ กาตาลัน ในเวลานั้นก็คือการเข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนของ บาร์เซโลน่า ซึ่งดูจะสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตน้อยกว่าการเข้ารวมกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเผด็จการโดยตรง

    เอล เดร์บี บาร์เซลูนี่ หากจะพูดถึงทีมคู่ปรับร่วมเมืองตัวจริงของพวกเขาก็คงหนีไม่พ้น เอสปันญ่อล ที่เริ่มต้นจากการเป็นทีมที่สนับสนุนฝั่งรัฐบาลทหาร จากจุดเริ่มต้นที่ก่อตั้งขึ้นจากกลุ่มคนชาวสเปนล้วนๆ ซึ่งแตกต่างจากฝั่ง บาร์เซโลน่า ที่ออกแนวสหประชาชาติ หากแต่ในช่วงระยะหลังๆการเผชิญหน้าของทั้งคู่มีจุดขัดแย้งทางด้านการเมืองที่ลดน้อยลง เนื่องจากท้ายที่สุดแล้ว เอสปันญ่อล ก็ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อและเนื้อเพลงประจำสโมสรจากภาษาสเปนมาเป็นภาษากาตาลัน จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทีมนกแก้ว ดูจะตกเป็นลูกไล่ของคู่แข่งร่วมเมืองอย่างสิ้นเชิง โดยมีเพียง 3 ครั้งเท่านั้นตลอดระยะเวลา 81 ปีที่ผ่านมาที่พวกเขาทำอันดับได้สูงกว่า บาร์เซโลน่า หลังจบฤดูกาล รวมถึง กาตาลัน ดาร์บี้ ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในนัดชิงชนะเลิศ โกปา เดล เรย์ เมื่อปี 1957 พวกเขาก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับ บาร์ซ่า 1-0

    ปีศาจแดงดำ ทีมคู่ปรับสำคัญของ บาร์ซ่า ในเวทียุโรปก็คือ เอซี มิลาน จากสถิติทีมคู่แข่งที่พวกเขาเผชิญหน้ามากที่สุดถึง 19 ครั้ง และนี่ยังเป็นตัวเลขของการพบกันมากที่สุดเป็นอันดับสองของรายการยุโรปเทียบเท่ากับคู่ระหว่าง เรอัล มาดริด กับ ยูเวนตุส โดยทั้งสองคู่ตกเป็นรองการพบกันระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาเยิร์น มิวนิค ที่เคยเจอกันจนเบื่อมาแล้วถึง 24 ครั้ง ในขณะที่ ปีศาจแดงดำ ทำสถิติครองถ้วย แชมเปี้ยนส์ลีก ไปแล้ว 7 ครั้งซึ่งเหนือกว่าที่ บาร์เซโลน่า เคยทำไว้ 5 ครั้ง แต่สถิติเฮด-ทู-เฮดในการพบกันของทั้ง 2 ฝ่าย กลับเป็น บาร์ซ่า ที่ทำได้ดีกว่าจากการเอาชนะได้ 8 และแพ้ไป 5 ครั้ง หนึ่งในการพบกันที่น่าจดจำของทั้งคู่ ก็คงเป็นหนึ่งในการคัมแบ็คอันยอดเยี่ยมของ บาร์ซ่า จากการบุกไปพ่ายในเลกแรก 0-2 จากเกมส์รอบ 16 ทีมสุดท้ายใน UCL 2012-13 ก่อนจะกลับมายำใหญ่ 4-0 ที่ คัมป์ นู

    Tags : , , ,

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    Search