เจาะลึกประวัติ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ พ่อมดน้อยชาวแซมบ้า

    22/12/2018 newsmod

    ฟิลิปเป้ คูตินโญ่

    ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ คอร์เรย์อา (Philippe Coutinho Correia) หรือที่แฟนบอลส่วนใหญ่รู้จักกันในนาม “ฟิลิปเป้ คูตินโญ่” เขาคือนักเตะชาวบราซิลที่เล่นในตำแหน่ง มิดฟิลด์ตัวรุก หรือ ตัวริมเส้น ให้กับ บาร์เซโลน่า และ ทีมชาติบราซิล คูตินโญ่ เกิดและเติบโตใน กรุงริโอ เด จาเนโร ก่อนจะเริ่มต้นฉายแววลูกหนังกับทีมเยาวชนของ วาสโก ดา กาม่า และได้เซ็นสัญญาระดับชีพเป็นครั้งแรกกับ อินเตอร์ มิลาน ในปี 2008 ด้วยค่าตัว 4 ล้านยูโร ก่อนถูกจะส่งตัวกลับด้วยสัญญายืมตัวให้ต้นสังกัดเดิมใช้งานและช่วยขัดเกลาฝีเท้า จนกระทั่งได้มาเปิดตัวให้กับอินเตอร์ มิลาน เป็นครั้งแรกในปี 2010 ในฐานะ “อนาคตของ อินเตอร์” ก่อนจะถูกส่งตัวไปให้ เอสปันญ่อล ยืมใช้งานต่อในปี 2012 ในเดือนมกราคม 2013 เขาตัดสินใจย้ายมาค้าแข้งอยู่ใน พรีเมียร์ลีก กับ ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 8.5 ล้านปอนด์ พร้อมกับค่อยๆยกระดับความสามารถขึ้นมาอย่างชัดเจน ทั้งวิชั่นในการจ่ายบอล การเลี้ยงบอล และลูกยิงปั่นโค้งจากแถวสอง จนทำให้เขาได้รับฉายาจากแฟนบอลและเพื่อนร่วมทีมว่า “เดอะ เมจิเชี่ยน” (The Magician) ซึ่งหลังจากโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมจนมีรายชื่อติดอยู่ใน ทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 2014-15 ก็ทำให้ เปเล่ ตำนานนักเตะชาวบราซิลก็ออกมายกย่องสตาร์รุ่นหลานว่าเขาคือ “อนาคตที่เจิดจรัส” จนกระทั่งช่วงเดือนมกราคม 2018 ดาวเตะเจ้าของส่วนสูง 172 ซม. ก็ย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า ด้วยค่าตัวราว 142 ล้านยูโร และทำให้เขากลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดอันดับ 3 ของโลก คูตินโญ่ เริ่มเล่นให้กับ ทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ มาตั้งแต่ปี 2010 จนถึงขณะนี้เขาลงสนามรับใช้ชาติไปแล้ว 41 เกมส์และยิงได้ 12 ประตู (6 กรกฎาคม 2018) และเป็นหนึ่งในสมาชิกของทีมที่ได้ลงแข่งขันในรายการ โคปา อเมริกา 2015 และ 2016 รวมถึง ฟุตบอลโลก 2018

    เส้นทางในระดับสโมสร
    วาสโก ดา กาม่า
    คูตินโญ่ เติบโตมากับระบบเยาวชนของ วาสโก ดา กาม่า ก่อนจะถูกเรียกตัวติดทีมชาติบราซิลชุด U-15 จนกระทั่งเมื่ออายุ 16 ปีเต็มในเดือนกรกฎาคม 2008 อินเตอร์ มิลาน ก็ยื่นข้อเสนอขอซื้อตัวเขาไปร่วมทีมในราคา 4 ล้านยูโร พร้อมเงื่อนไขที่อนุญาตให้เจ้าตัวยังคงอยู่กับ วาสโก ไปอีก 2 ปีด้วยสัญญายืมตัว เนื่องจากทางลีกอิตาลีไม่อนุญาตให้นักเตะต่างชาติเข้ามาค้าแข้งในระดับอาชีพจนกว่าจะมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ในปี 2009 เขาช่วยให้ วาสโก คว้าแชมป์ เซเรีย บี และเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดของประเทศ และยังคงได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องในฤดูกาลถัดมาด้วยผลงาน 5 ประตูจาก 31 เกมส์

    อินเตอร์ มิลาน
    การย้ายทีมของ คูตินโญ่ เสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 กรกฎาคม 2010 เมื่อเขามีอายุครบ 18 ปีเต็ม จนมาได้โอกาสลงสนามเป็นครั้งแรกในฐานะตัวสำรองกับเกมส์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ที่ งูใหญ่ พ่ายให้กับ แอตเลติโก มาดริด 2-0 และเริ่มออกสตาร์ทเป็นตัวจริงใน เซเรีย อา อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ก่อนจะโชคร้ายมาได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนและพักยาวไปจนถึงสิ้นปี จนทำให้เขาแทบไม่ได้รับโอกาสอีกเลยนับจากนั้น ประตูแรกของ คูตินโญ่ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2011 จากลูกฟรีคิกที่ปั่นข้ามกำแพงเข้าไปในเกมส์ที่ อินเตอร์ เปิดบ้านเอาชนะ ฟิออเรนติน่า 3-1 และประตูที่สองก็ตามมาห่างๆในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2011 เมื่อเขารับบอลแทงทะลุช่องมาจาก ริคกี้ อัลวาเรซ มิดฟิลด์เพื่อนร่วมทีม ก่อนจะซัดเสียบมุมซ้ายเข้าไปเป็นประตูที่สองจากเกมส์ที่เฉือนเอาชนะ กายารี่ 2-1 ในถิ่น ซาน ซิโร่

    เอสปันญ่อล (ยืมตัว)
    หลังตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากกับการสอดแทรกตัวเองเข้าสู่ 11 คนแรกของทีม ก็ทำให้ คูตินโญ่ ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ เอสปันญ่อล ระหว่างฤดูกาล 2011-12 จนจบซีซั่น เขามีโอกาสเปิดตัวใน ลา ลีกา จากการออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในทีมของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่บุกไปยันเสมอ 3-3 กับ แอธเลติก บิลเบา และในเดือนถัดมาก็มายิงประตูแรกได้สำเร็จจากการเหมาคนเดียว 2 ลูกในเกมส์ที่เปิดรังถล่ม ราโย่ บาเยกาโน่ 5-1 โดยสรุปแล้วเขาทำได้ 5 ประตูกับ 1 แอสซิสต์จากการเริ่มเล่นที่ สเปน 16 นัดก่อนจะเดินทางกลับ อิตาลี หลังสิ้นสุดฤดูกาล กลับสู่ อินเตอร์ มิลาน เปิดฤดูกาลใหม่มา แข้งชาวบราซิล ก็ยังคงประสบปัญหาการแย่งชิงตำแหน่งภายใน เนรัซซูรี่ ต่อไป ซึ่งนอกจากจะได้เป็นผู้เล่นตัวหลักในถ้วย ยูโรปา ลีก ซะเป็นส่วนใหญ่แล้ว แต่สถานการณ์ใน เซเรีย อา นั้นกลับตรงกันข้ามด้วยการมีโอกาสอยู่ในสนามจนครบ 90 นาทีเพียงแค่นัดเดียว แถมยังมีอาการบาดเจ็บที่ทำให้ต้องนั่งดูเพื่อนอยู่ข้างสนามรวมเป็นระยะเวลาราว 2 เดือน

    ลิเวอร์พูล
    ในวันที่ 26 มกราคม 2013 ลิเวอร์พูล สามารถตกลงค่าตัวกับ อินเตอร์ มิลาน ในแผนการคว้าตัว คูตินโญ่ มาร่วมทีมด้วยราคา 8.5 ล้านปอนด์ โดยยังคงอยู่ระหว่างการรอตรวจร่างกายและใบอนุญาตทำงาน โดยในระหว่างนั้นก็มีข่าวว่า เซาแธมป์ตัน ก็กำลังให้ความสนใจอยู่เช่นเดียวกัน จาก โปเช็ตติโน่ ที่เคยร่วมงานกันมาก่อนที่ เอสปันญ่อล ได้ย้ายมารับงานอยู่ที่นั่นพอดี แต่สุดท้าย คูตินโญ่ ก็เลือกที่จะย้ายไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล มากกว่า จนกระทั่งวันที่ 30 มกราคม ลิเวอร์พูล ก็จัดการเซ็นสัญญากับ คูตินโญ่ อย่างเป็นทางการหลังได้รับการรับรอง เวิร์ค เพอร์มิต เป็นที่เรียบร้อย โดยที่ ดาเมียง โคมอลลี่ อดีตผอ.ฟุตบอลของทีมได้ออกมาเปิดเผยในภายหลังว่า ทางสโมสรได้เฝ้าติดตามผลงานของผู้เล่นหมายเลข 10 คนใหม่ตามคำแนะนำของ ราฟาเอล เบนิเตซ อดีตกุนซือของพวกเขาที่รับงานอยู่กับ อินเตอร์ มิลาน ในเวลานั้น และเคยให้นิยามศักยภาพของนักเตะไว้ว่า “เวิลด์คลาส”

    ฤดูกาล 2012-13
    คูตินโญ่ ประเดิมสนามให้กับ ลิเวอร์พูล ในวันที่ 11 กุภาพันธ์ 2013 จากการถูกเปลี่ยนลงมาแทนที่ สจ๊วต ดาวนิ่ง ตอนนาทีที่ 77 ในเกมส์ที่พ่ายแพ้ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน คาถิ่น 0-2 ก่อนที่อีก 6 วันต่อมาเขาจะสามารถยิงประตูแรกได้ในนัดที่ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงและถล่ม สวอนซี ซิตี้ 5-0 จนกระทั่งในเดือนถัดมาเขามายิงได้อีก 1 ประตูในการพบกับ เซาแธมป์ตัน และทำได้ 2 แอสซิสต์จากเกมส์ที่เผชิญหน้ากับ วีแกน แอธเลติก และ แอสตัน วิลล่า จนได้รับรางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนมีนาคมของสโมสร แข้งชาวบราซิล มายิงประตูปิดท้ายฤดูกาลในเกมส์กับ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ ที่ยังเป็นนัดอำลาสนามของ เจมี่ คาร์ราเกอร์ จากลูกยิงไกลร่วม 30 หลาและกลายเป็นประตูเดียวในเกมส์นี้ ทำให้ผลสรุปในฤดูกาลเปิดตัวของเขาคือการยิงได้ 3 ประตูกับอีก 7 แอสซิสต์จากการลงเตะ 13 นัด

    ฤดูกาล 2013-14
    คูตินโญ่ เริ่มต้นฤดูกาลใหม่ได้อย่างราบรื่นจากการช่วยให้ทีมเก็บชัยชนะรวดใน 3 เกมส์แรก ก่อนจะมาบาดเจ็บที่หัวไหล่ในการออกไปเยือน สวอนซี ซิตี้ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2013 และหายกลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้งในนัดที่เปิดรัง แอนฟิลด์ ถล่ม ฟูแล่ม 4-0 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ต่อมาในช่วงปลายเดือนเขาก็มายิงประตูแรกของฤดูกาลในเกมส์ เมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ ที่เสมอกันไป 3-3 ก่อนจะมาทำแอสซิสต์แรกได้ในช่วงต้นเดือนธันวาคมจากนัดที่เปิดบ้านไล่ถลุง นอริช ซิตี้ 5-1 ในวันที่ 13 เมษายน 2014 คูตินโญ่ มายิงประตูชัยได้ในเกมส์ที่เปิดบ้านเอาชนะ แมนฯ ซิตี้ 3-2 และพาทีมนำโด่งอยู่หัวตารางจากการทำแต้มเหนือ แมนฯ ซิตี้ 7 คะแนน อย่างไรก็ตาม เรือใบสีฟ้า กลับสามารถโกยได้ถึง 16 คะแนนจาก 6 เกมส์ที่เหลือในมือจนเบียดเข้าป้ายคว้าแชมป์ฤดูกาลนั้นไปครอง ในขณะที่ หงส์แดง กลับได้เพียงแค่ที่ 2 จากการเสมอและแพ้ไปอย่างละ 1 ครั้งจาก 4 เกมส์สุดท้าย ตลอดทั้งซีซั่นนอกจากการถูกฉีกออกไปอยู่ทางริมเส้นด้านซ้าย เขามักจะได้รับมอบหมายให้ช่วยสร้างสรรค์เกมส์รุกจากตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง จนทำให้ได้รับคำชมมากมายจากการจ่ายบอลที่แม่นยำ ทักษะในการลากเลื้อย รวมถึงการสร้างโอกาสเข้าทำให้กับคู่กองหน้า หลุยส์ ซัวเรซ และ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ โดยสรุปตัวเลขผลงานออกมาได้ที่ 5 ประตูและ 8 แอสซิสต์จากการลงสนาม 37 นัดในทุกๆถ้วย

    ฤดูกาล 2014-15
    ในวันที่ 17 สิงหาคม 2014 คูตินโญ่ ออกสตาร์ทในนัดเปิดฤดูกาลที่เฉือนเอาชนะ เซาแธมป์ตัน 2-1 ได้ที่ แอนฟิลด์ เขามายิงประตูแรกได้ในวันที่ 19 ตุลาคม จากการลุกออกจากม้านั่งสำรองในนาทีที่ 66 พร้อมมีส่วนช่วยให้ทีมบุกไปเอาชนะ ควีนส์ปาร์ค ได้แบบสุดดราม่า 2-3 ก่อนจะมาทำแอสซิสต์แรกในเกมส์ ลีก คัพ ที่ช่วยเปิดบอลให้ เดยัน ลอฟเรน โหม่งประตูชัยเอาชนะ สวอนซี 2-1 ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2015 เขาตกลงต่อสัญญาฉบับใหม่ที่จะอยู่กับ ลิเวอร์พูล ยาวไปจนถึงปี 2020 และถัดไปอีกแค่วันเดียวก็มาช่วยยิงประตูชัยที่ช่วยให้ทีมเอาชนะ โบลตัน วันเดอเรอร์ส 2-1 ในเกมส์ เอฟเอ คัพ รอบที่ 4 และยังมารับบทฮีโร่อย่างต่อเนื่องในเกมส์รอบที่ 6 จากการทำประตูชัยในนัดรีเพลย์ที่เฉือนหวิว แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส 1-0 แม้อีก 11 วันต่อมาเขาจะยิงได้อีกในเกมส์รอบตัดเชือกที่บุกไปเยือน แอสตัน วิลล่า แต่สุดท้ายทีมก็พ่ายไป 2-1 หลังจบฤดูกาลด้วยการทำไป 8 ประตูและ 6 แอสซิสต์จากการลงเล่นทั้งหมด 52 เกมส์ในทุกถ้วย คูตินโญ่ ก็มีรายชื่อติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2014-15 และถูกเสนอรายชื่อเข้าชิงทั้งรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมและนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปี ก่อนจะพ่ายให้กับ เอแด็น อาซาร์ และ แฮร์รี่ เคน ตามลำดับ

    ฤดูกาล 2015-16
    ในวันที่ 9 สิงหาคม 2015 ด้วยลูกส่องไกลระยะร่วม 25 หลาของ พ่อมดน้อย ที่เป็นประตูเดียวในเกมส์นี้ ก็ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ประเดิมเก็บ 3 คะแนนแรกในนัดเปิดฤดูกาลจากการออกไปเยือน สโต๊ค ซิตี้ แต่แล้วในช่วยปลายเดือนสิงหาคมเจ้าตัวก็มาถูกไล่ออกจากสนามเป็นครั้งแรกในเกมส์ที่พ่ายคาบ้านให้กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 0-3 หลังถูกใบเหลืองที่สองจากการไปทำฟาวล์ใส่ ดิมิทรี ปาเยต จนกระทั่งปลายเดือนกันยายนที่เขาประเดิมทำแอสซิสต์ได้จากการช่วยจ่ายให้ 2 ประตูในชัยชนะ 3-2 เหนือ แอสตัน วิลล่า ที่ แอนฟิลด์ ในวันที่ 31 ตุลาคม คูตินโญ่ ทำ 2 ประตูในนัดเดียวได้เป็นครั้งแรกจากลูกยิงไกลทั้งคู่ในเกมส์ที่สยบ เชลซี 1-3 ถึงถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ก่อนที่ 20 วันต่อมาจะมาทำได้อีก 1 ประตูในเกมส์ที่บุกไปถล่ม แมนฯ ซิตี้ 1-4 พร้อมทำสถิติยิงประตูในลีกได้ 3 นัดติดต่อกัน โดยในเกมส์นั้นเขายังช่วยทำ 1 แอสซิสต์ให้กับ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่เป็นประตูแรกของตนเองกับ หงส์แดง ได้อีกด้วย ในวันที่ 5 มกราคม 2016 เขามีปัญหาบาดเจ็บกล้ามเนื้อแฮมสตริงระหว่างเกมส์ที่ออกไปเอาชนะ สโต๊ค ซิตี้ 0-1 ได้ในถิ่น บริทานเนีย สเตเดี้ยม จนทำให้ต้องพักยาวไปราว 5 สัปดาห์ ก่อนจะหายกลับมาทำประตูได้ในเกมส์ เอฟเอ คัพ ที่เสมอกับ เวสต์แฮม 1-1 หลังจบ 90 นาที แต่สุดท้ายทีมก็พ่ายไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ จนกระทั่งวันที่ 28 กุมภาพันธ์ คูตินโญ่ มามีรายชื่อบนสกอร์บอร์ดอีกครั้งจากการช่วยตามตีเสมอ แมนฯ ซิตี้ 1-1 ในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของนัดชิงชนะเลิศ ลีก คัพ 2016 ก่อนที่เขาจะกลายเป็นหนึ่งใน 3 ผู้เล่นของ ลิเวอร์พูล ที่ยิงพลาด และถูก วิลลี่ กาบาเยโร่ เซฟได้ในการดวลจุดโทษจนชวดแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย ในวันที่ 17 มีนาคม เขาช่วยยิงตีเสมอ 1-1 ได้ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และช่วยให้ทีมก้าวผ่าน แมนฯ ยูไนเต็ด เข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายของ ยูโรปา ลีก ก่อนที่ช่วงกลางเดือนเมษายนจะมายิงได้อีก 1 ประตูจากชัยชนะ 4-3 ที่ปราบ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ได้แบบสุดดราม่าที่ แอนฟิลด์ และผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกของบอลถ้วยยุโรปใบเล็ก หลังยิงได้อีก 1 ประตูจาก เมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ ที่เปิดบ้านถล่ม เอฟเวอร์ตัน ราบคาบ 4-0 ก็สามารถสรุปผลงานของเขาได้ด้วยการยิงไปทั้งหมด 12 ประตูกับ 7 แอสซิสต์ จากการลงเตะทุกรายการ 43 นัด

    ฤดูกาล 2016-17
    ในวันที่ 14 สิงหาคม 2016 คูตินโญ่ เหมาคนเดียว 2 ประตูในนัดเปิดสนามที่บุกไปปราบ อาร์เซน่อล 3-4 ถึงถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม โดยประตูแรกได้จากลูกฟรีคิกสุดสวยที่ปั่นโค้งจากระยะ 30 หลาในช่วงท้ายครึ่งแรก เขามาประเดิมแอสซิสต์แรกได้ในอีกราวๆ 1 เดือนถัดมาจากลูกเปิดให้ ลอฟเรน ยิงประตูขึ้นนำในนัดที่บุกไปเอาชนะ เชลซี 1-2 จากฟอร์มอันยอดเยี่ยมของเขาก็มีส่วนช่วยให้ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำจ่าฝูงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงพฤษภาคม 2014 หลังออกสตาร์ทไปได้ 11 เกมส์ แต่แล้วในวันที่ 26 พฤศจิกายน เขาก็ดันโชคร้ายมามีอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าระหว่างเกมส์ที่เปิดบ้านเอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ 2-0 จนต้องพักยาวไปเกือบ 2 เดือน และกลับมาลงสนามได้อีกครั้งในเกมส์ ลีก คัพ รอบตัดเชือกที่พ่ายคาบ้านให้กั เซาแธมป์ตัน 0-1 ในระหว่างเดือนมกราคม 2017 คูตินโญ่ ต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมที่จะผูกมัดเขาไว้จนถึงปี 2022 โดยไม่ใส่เงื่อนไขค่าฉีกสัญญาลงไปด้วย จนกระทั่งวันที่ 8 เมษายน คูตินโญ่ ก็กลายเป็นแข้งชาวบราซิลที่ยิงประตูได้เยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก หลังซัดประตูที่ 30 ในลีกจากชัยชนะ 1-2 ในการออกไปเยือน สโต๊ค ซิตี้ ก่อนจะจบฤดูกาลนั้นด้วยผลงานโดยรวม 14 ประตูกับอีก 9 แอสซิสต์จากการลงสนาม 36 นัดในทุกรายการ

    ฤดูกาล 2017-18
    ฤดูกาลสุดท้ายของ คูตินโญ่ กับ ลิเวอร์พูล เริ่มต้นด้วยความอลวน หลังข้อเสนอ 72 ล้านปอนด์ที่ยื่นเข้ามาจาก บาร์เซโลน่า ถูกปฏิเสธไป จนทำให้เขาตัดสินใจขอขึ้นบัญชีย้ายผ่านทางอีเมล์มาถึงสโมสร แม้จะมีข้อเสนอยื่นเข้ามาใหม่อีก 2 ครั้งจากยอดทีมแห่งกาตาลันแต่ก็ถูกบอกปัดไปทั้ง 2 รอบ จนกระทั่งวันที่ 13 กันยายน 2017 เขามาลงสนามให้กับทีมเป็นนัดแรกในเกมส์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองของ เอ็มเร่ ชาน ตอนนาทีที่ 75 จากเกมส์ที่เสมอ 2-2 กับ เซบีย่า ก่อนจะมาทำประตูแรกได้ในอีก 10 วันถัดมาจากนัดที่บุกไปเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ และเอาชนะเจ้าถิ่นไปได้ 2-3 ในวันที่ 6 ธันวาคม คูตินโญ่ สวมปลอกแขนกัปตันทีมให้กับ หงส์แดง เป็นนัดแรกจากการขาดหายไปของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน พร้อมกับการทำแฮตทริกแรกได้ในนัดที่เปิดรัง แอนฟิลด์ ถล่มแหลก สปาร์ตัก มอสโก 7-0 โดยประตูที่สองของเขาในจังหวะเข้าชาร์จจ่อๆจากการใส่พานให้ของ ฟีร์มิโน่ ก็กลายเป็นประตูที่ 50 ของเจ้าตัวกับสโมสร โดยก่อนหน้านั้นเขาก็เคยมีชื่อบนสกอร์บอร์ดในนัดที่บุกไปถล่ม เอ็นเค มาริบอร์ 0-7 ซึ่งกลายเป็นสถิติร่วมของสโมสรจากชัยชนะในเกมส์เยือนที่ขาดลอยมากที่สุดของถ้วยยุโรปใบใหญ่ และยังเป็นสถิติชนะนอกบ้านมากที่สุดในรายการนี้ของทีมจากอังกฤษ ในช่วงกลางเดือนธันวาคมเขายังมายิงประตูเบิกร่องในนัดที่ทีมบุกไปถล่ม บอร์นมัธ 0-4 จนทำให้ ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมแรกของ พรีเมียร์ลีก ที่เอาชนะ 4 นัดรวดด้วยผลต่างประตูอย่างน้อย 3 ลูก ก่อนถึงช่วงปลายเดือนที่เขาสวมปลอกแขนกัปตันทีมลงเตะนัดที่ 200 ให้กับ หงส์แดง และช่วยยิง 1 จ่าย 1 ในชัยชนะอันท่วมท้นเหนือ สวอนซี 5-0 พ่อมดน้อย ลงเล่นนัดสุดท้ายให้กับทีมในวันที่ 30 ธันวาคม จากเกมส์ที่เฉือนเอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-1 ที่ แอนฟิลด์ ก่อนวันถัดมาจะมีภาพหลุดจากทาง ไนกี้ ที่เป็นรูปของเขาในชุดแข่งของ บาร์เซโลน่า ทั้งๆที่ยังคงมีสถานะเป็นนักเตะของ ลิเวอร์พูล จนทำให้เขาหลุดออกจากรายชื่อของทีมที่ออกไปเยือน เบิร์นลี่ย์ ในวันปีใหม่ด้วยสาเหตุที่แจ้งว่ามีอาการบาดเจ็บที่ต้นขาเล็กน้อย จากการลงเตะรวมกันทุกรายการ 20 นัดในครึ่งฤดูกาลแรกให้กับ ลิเวอร์พูล พร้อมผลงาน 12 ประตูกับอีก 8 แอสซิสต์ ท้ายที่สุดแล้ว คูตินโญ่ ก็ตัดสินใจทำตามความฝันของตนเอง

    บาร์เซโลน่า
    ในวันที่ 6 มกราคม 2018 บาร์เซโลน่า ออกมาประกาศว่าได้บรรลุข้อตกลงกับ ลิเวอร์พูล ในการย้ายทีมของ คูตินโญ่ ที่มีรายงานมูลค่าเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 105 ล้านปอนด์ และสามารถขยับขึ้นสูงได้ถึง 142 ล้านปอนด์ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยในระหว่างการตรวจร่างกายก่อนเข้าร่วมทีมใหม่ก็พบว่า เจ้าตัวมีปัญหาบาดเจ็บที่ต้นขาจนทำให้ต้องพักยาวไปอีก 3 สัปดาห์
    คูตินโญ่ ลงประเดิมสนามให้กับทีมในฝันเมื่อวันที่ 25 มกราคม ในเกมส์ โกปา เดล เรย์ รอบ 8 ทีมสุดท้ายที่พบกับ เอสปันญ่อล ต้นสังกัดเก่า โดยเปลี่ยนลงมาแทน อันเดรส อิเนียสต้า กองกลางกัปตันทีมในนาทีที่ 68 ก่อนจะจบลงด้วยชัยชนะ 2-0 ของ บาร์ซ่า จนมายิงประตูแรกได้ในรอบตัดเชือกของรายการนี้ จากการผ่านบอลให้ของ หลุยส์ ซัวเรซ อดีตเพื่อนร่วมทีม ลิเวอร์พูล ในเกมส์ที่บุกไปเอาชนะ บาเลนเซีย 0-2 และมายิงได้อีก 1 ประตูในนัดชิงชนะเลิศที่ถล่ม เซบีย่า ราบคาบ 5-0 ด้วยผลงาน 10 ประตูกับอีก 6 แอสซิสต์จากการลงสนาม 22 นัดใน สเปน ก็ทำให้เขาได้ร่วมฉลองแชมป์ ลา ลีกา ภายในฤดูกาลเปิดตัว เคียงข้างกับแชมป์ โกปา เดล เรย์ ที่ได้สัมผัสมาตั้งแต่ก่อนปลายเดือนเมษายน

    Philippe Coutinho

    เส้นทางในระดับทีมชาติ
    คูตินโญ่ เริ่มต้นสวมชุดแข่งบราซิลให้กับทีมชุด U-15 ก่อนจะกลายมาเป็นขุนพลตัวหลักให้กับทีมระดับ U-17 ชุดที่คว้าแชมป์รายการ ฟุตบอลชิงแชมป์ทวีปอเมริกาใต้รุ่น U-17 ที่ ประเทศชิลี โดยยิงได้ 3 ประตูในรายการนี้ เขาขยับขึ้นมาเป็น ขุนพลทัพเซเลเซา อย่างเต็มตัวเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2010 ในเกมส์กระชับมิตรกับ อิหร่าน ก่อนจะพลาดโอกาสติดทีมของ หลุยส์ เฟลิปเป้ สโคลารี่ ลงแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2014 ในประเทศบ้านเกิด จนกระทั่งเริ่มได้รับโอกาสอย่างต่อเนื่องจาก คาร์ลอส ดุงก้า ที่เข้ามารับหน้าที่ต่อจาก สโคลารี่ หลังความผิดหวังในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่ผ่านมา ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2015 คูตินโญ่ ถูกประกาศรายชื่อเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมที่จะลงแข่งขัน โกปา อเมริกา 2015 ก่อนจะมายิงประตูแรกในนามทีมชาติได้จากเกมส์อุ่นเครื่องที่เอาชนะ เม็กซิโก 2-0 ในปีถัดมาเขาก็ติดทีมชุดลงแข่งขันในศึก โคปา อเมริกา เซนเทนาริโอ ที่จัดขึ้นใน สหรัฐอเมริกา จนวันที่ 8 มิถุนายน 2016 ในเกมส์รอบแบ่งกลุ่มนัดที่ 2 เขามาทำแฮตทริกได้จากการถล่ม เฮติ 7-1 แต่สุดท้าย บราซิล ก็ไม่ผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์หลังพ่ายให้กับ เปรู 0-1 ในนัดถัดมา คูตินโญ่ กลายมาเป็นผู้เล่นตัวหลักในเกมส์รอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก 2018 โซนอเมริกาใต้ โดยในวันที่ 28 มีนาคม 2017 เขายิงประตูเปิดหัวก่อนที่ทีมจะเอาชนะ ปารากวัย 3-0 พร้อมการันตีการเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ใหญ่กลางปีหน้า จนกระทั่งในเดือนมีนาคมปีถัดมาเขาก็ติดเป็น 1 ใน 23 ขุนพลชุดตะลุย เวิลด์ คัพ ที่ รัสเซีย แบบไม่พลิกโผ ในวันที่ 17 มิถุนายน 2018 เขาทำประตูแรกใน ฟุตบอลโลก ได้จากการตัดเข้าในแล้วปั่นด้วยขวาอันเป็นเครื่องหมายการค้าของตนเองในนัดเปิดสนามที่เสมอ 1-1 กับ สวิตเซอร์แลนด์ และในเกมส์ถัดมาเขาก็สามารถยิงประตูแรกได้จากชัยชนะ 2-0 เหนือ คอสตาริกา จนกระทั่งมาช่วยทำ 1 แอสซิสต์ให้กับ เรนาโต้ ออกุสโต้ ไล่ตีไข่แตก เบลเยี่ยม เป็น 2-1 ก่อนจะพ่ายไปด้วยสกอร์นี้และกระเด็นตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย

    สไตล์การเล่น
    คูตินโญ่ มักถูกยกให้เป็นผู้เล่นหมายเลข 10 ในสไตล์บราซิลพันธุ์แท้ เขามักถูกใช้งานในตำแหน่ง มิดฟิลด์ตัวรุก, กองหน้าตัวต่ำ หรือตัวริมเส้นทั้ง 2 ฝั่ง อันเป็นพื้นที่ที่เขามักจะสร้างสรรค์โอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีม เขายังมีท่าไม้ตายประจำตัวจากการลากตัดเข้าด้านในแล้วปั่นโค้งด้วยเท้าขวาจากบริเวณนอกกรอบโดยมีเป้าหมายอยู่ตรงมุมบนประตูที่เสาไกล จากทักษะในการลากเลื้อย ความไวของฝีเท้า และความคล่องตัว ทำให้เขาถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ลีโอเนล เมสซี่ และ โรนัลดินโญ่ จาก เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ อดีตเทรนเนอร์ที่ เอสปันญ่อล ผู้เคยกล่าวไว้ว่า “ฟิลิปเป้… เขามีมนต์วิเศษอยู่ที่เท้าทั้ง 2 ข้าง” นอกจากนี้ กาเรก้า อดีตดาวยิงชาวแซมบ้า ยังเคยนำเขาไปเปรียบเทียบกับ ซิโก้ ตำนานแข้งชาวบราซิลในยุค 80 ถึงความสร้างสรรค์เกมส์ในสนาม รวมถึงการได้รับคำยกย่องอย่างสูงจากบรรดาพื่อนร่วมทีมที่ ลิเวอร์พูล ด้วยวิศัยทัศน์และทักษะในการผ่านบอล ทำให้เขาได้รับฉายา “ลิตเติ้ล เมจิเชี่ยน” (Little Magicial) หรือ “พ่อมดน้อย” จากสาวก เดอะ ค็อป แม้ คูตินโญ่ จะมีเท้าขวาเป็นเท้าข้างถนัดตามธรรมชาติ แต่เขาก็สามารถเล่นได้ดีทั้ง 2 เท้า และสามารถสร้างปัญหาให้กับผู้รักษาประตูฝั่งตรงข้ามได้จากลูกยิงแถวสอง

    ชีวิตส่วนตัว
    คูตินโญ่ ลืมตาดูโลกขึ้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 1992 (อายุ 26 ปี) พร้อมน้ำหนักตัว 3.1 กก.เมื่อแรกเกิด เขาเป็นบุตรคนที่ 3 และลูกชายคนเล็กของ เอสเมเรลด้า คูตินโญ่ กับ โชเซ่ คาร์ลอส คอร์เรย์อา ผู้เป็นสถาปนิก โดยเติบโตขึ้นในแถบทางตอนเหนือของ กรุงริโอ เด จาเนโร ระหว่างกลางย่านสลัมและเขตอุตสาหกรรม ในวัยเด็ก เขามักติดตามพี่ชายทั้งสอง คริสเตียโน่ และ เลียนโด้ ไปยังสนามฟุตบอลพื้นคอนกรีตในละแวกใกล้บ้าน ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาเริ่มสนุกสนานกับการเล่น ฟุตซอล และด้วยพื้นที่เล่นอันจำกัดทำให้เขาเริ่มต้นพัฒนาทักษะและการควบคุมบอลนับตั้งแต่นั้น หลังเข้าร่วมฝึกฝนในอะคาเดมี่ท้องถิ่นตามคำชักชวนจากย่าของเพื่อนเขา ในเวลาต่อมาพ่อของเขาก็ได้รับการทาบทามจากโค้ชทีมเยาวชน วาสโก ดา กาม่า เพื่อให้เขาได้ไปทดสอบฝีเท้าก่อนจะได้เข้าร่วมทีมในท้ายที่สุด จนกระทั่งเมื่อ คูตินโญ่ ย้ายไปร่วมทีม อินเตอร์ มิลาน ใน อิตาลี ด้วยวัย 18 ปี เขาก็ได้ไปอาศัยอยู่ร่วมกับพ่อแม่และ ไอเน่ แฟนสาวที่กลายมาเป็นคู่ชีวิตของเขาหลังทั้งคู่พบกันครั้งแรกในงานปาร์ตี้ของเพื่อนเมื่อ 3 ปีก่อน จนถึงปี 2012 ที่เขาย้ายไป สเปน เพื่อร่วมทีม เอสปันญ่อล ด้วยสัญญายืมตัว ก็เป็นจังหวะที่พ่อและแม่ของเขาเดินทางกลับประเทศบ้านเกิด จึงทำให้เขาตัดสินใจขอ ไอเน่ แต่งงานกันในช่วงหน้าร้อนปีนั้นที่ บราซิล

    คูตินโญ่ เคยออกมาเปิดเผยว่า โรนัลดินโญ่ คือไอดอลของเขา เจ้าตัวยังมีรอยสักเป็นแนวยาวตั้งแต่นิ้วมือไปจนถึงต้นแขนที่ตั้งใจอุทิศให้กับพ่อและแม่ พี่ชายทั้งสอง รวมถึง ไอเน่ ภรรยาสาวของตน นอกจากนี้เขายังเป็นชาวคริสต์ที่เคร่งครัดในเรื่องศาสนาอีกด้วย ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2018 ระหว่างที่ บาร์เซโลน่า มีโปรแกรมฟาดแข้งกับ เชลซี ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย จากการที่ คูตินโญ่ ติดคัพไทและไม่ได้อยู่กับทีม จึงทำให้เขาใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและเพื่อนๆ โดยออกเดินทางไปรับประทานอาหารเย็นข้างนอก จนกระทั่งช่วงเวลาประมาณ 01:30 น. ก็ได้เดินทางกลับมาถึงบ้านพักในตัวเมืองที่อยู่ใกล้กับบ้านของ หลุยส์ ซัวเรซ และพบว่าเขาพึ่งถูกหัวขโมยงัดบ้านและกวาดทรัพย์สินไปจำนวนหนึ่ง ในเดือนสิงหาคม 2018 คูตินโญ่ ได้สิทธิ์ถือครองพาสปอร์ต โปรตุเกส ตามภรรยาสาว จึงทำให้เขาสามารถยกเว้นสภาพการเป็นนักเตะนอกอียู และก็กลายเป็นข่าวดีสำหรับทาง บาร์เซโลน่า เช่นเดียวกัน

    คูตินโญ่

    Tags : ,