พลิกแฟ้มประวัติ เควิน เดอ บรอยน์ จอมทัพแห่งเดอะซิตี้

    27/08/2018 newsmod

    Kevin De Bruyne

    เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne) เป็นนักฟุตบอลชาวเบลเยี่ยมที่ลงเล่นในตำแหน่งกองกลางให้กับสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และกับ ทีมชาติเบลเยี่ยม เขาเกิดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1991 (27 ปี) ในบริเวณแถบตอนกลางของ เมืองเกนต์ ประเทศเบลเยี่ยม ด้วยสไตล์การเล่นของเขาก็มักทำให้ สื่อ สตาฟฟ์โค้ช และ เพื่อนร่วมทีม ต่างพากันยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดของยุโรปและมักจะนิยามดาวเตะเจ้าของส่วนสูง 181 ซม.คนนี้ว่าเป็นผู้เล่นที่ “สมบูรณ์แบบ” จากการจัดอันดับของสำนักข่าว การ์เดี้ยน ในปี 2017 เลือกชูมือให้ เดอ บรอยน์ เป็นนักเตะที่ดีที่สุดอันดับ 4 ของโลก KDB เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับ เกงค์ จนกลายมาเป็นนักเตะตัวหลักของทีมในชุดที่คว้าแชมป์ เบลเยี่ยม โปร ลีก 2010-11 ก่อนจะขยับมาอยู่กับ สโมสรฟุตบอล เชลซี ในปี 2012 ที่เขาได้รับโอกาสค่อนข้างจำกัด เลยได้ย้ายมาอยู่กับ แวร์เดอร์ เบรเมน ด้วยสัญญายืมตัวจนกระทั่งปี 2014 เขาจึงตัดสินใจเซ็นสัญญากับ โวล์ฟสบวร์ก ด้วยค่าตัวในการย้ายทีม 18 ล้านปอนด์ก่อนจะสามารถคว้ารางวัล นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของลีกเยอรมัน ได้ในปีถัดมา

    จนถึงปี 2016 เขาก็หวนกลับคืนสู่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกครั้ง โดยย้ายไปอยู่กับ Manchester City ด้วยค่าตัว 55 ล้านปอนด์ จวบจนถึงปัจจุบันที่เจ้าตัวลงเล่นให้กับ เดอะ ซิตี้ ไปกว่า 140 เกมส์ และมีส่วนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกมาครองได้ 1 ครั้ง และ ลีก คัพ อีก 2 สมัย รวมถึงเกียรติประวัติส่วนตัวที่ได้รับเลือกให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรในปี 2016 และ 2018 เดอ บรอยน์ เริ่มติดทีมชาติครั้งแรกเมื่อปี 2010 จวบจนถึงปัจจุบันเขาลงเล่นให้ เบลเยี่ยม ไปแล้ว 65 เกมส์และยิงได้ 15 ประตู (14 กรกฎาคม 2018) เขายังเป็น 1 ใน 23 ขุนพลชุดที่ผ่านเข้าไปจนถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายใน เวิลด์ คัพ 2014 และ ยูโร 2016 รวมถึงเป็นผู้เล่นตัวหลักให้กับทีมชุดที่คว้าอันดับ 3 ใน ฟุตบอลโลก 2018 อีกด้วย

    เส้นทางในระดับสโมสร

    เกงค์
    เดอ บรอยน์ เริ่มต้นการเป็นนักเตะฝึกหัดกับ KVV Drongen สโมสรเล็กๆในบ้านเกิดเมื่อปี 2003 ก่อนจะขยับไปอยู่กับ เกนต์ และ เกงค์ ในอีก 2 ปีถัดมา และเริ่มฝึกปรือฝีเท้าอย่างจริงจังก่อนจะได้รับรางวัลตอบแทนด้วยการถูกโปรโมทขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2008 นัดประเดิมสนามให้กับทีมชุดใหญ่ของ เกงค์ คือเกมส์ที่พ่ายให้กับ ชาเลอร์รัว 3-0 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2009 จนกระทั่งสามารถสอดแทรกตัวเองเข้าสู่ไลน์อัพ 11 คนแรกได้อย่างสม่ำเสมอในฤดูกาลถัดมา ประตูแรกในอาชีพค้าแข้งของเขาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2010 จากประตูชัย 1-0 ในนัดที่ช่วยให้ เกงค์ เก็บ 3 คะแนนจาก สตองดาร์ด ลีแอช ตลอดฤดูกาล 2010-11 เดอ บรอยน์ ยิงไป 5 ประตูและทำได้ถึง 16 แอสซิสต์จากการลงสนาม 32 นัดในลีก และทำให้ทีมคว้าแชมป์ลีกในประเทศได้เป็นหนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ เขามาทำแฮตทริกแรกได้สำเร็จในซีซั่นถัดมาจากนัดที่ช่วยให้ทีมเฉือนเอาชนะ คลับบรูซ ไปแบบสุดมันส์ 5-4 และจบฤดูกาลสุดท้ายกับ เกงค์ ด้วยผลงาน 8 ประตู 14 แอสซิสต์จาก 28 เกมส์ในลีก

    เชลซี
    ในวันที่ 31 มกราคม 2012 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนปิดตลาดฤดูหนาว เชลซี ประกาศข่าวว่าได้ตกลงเซ็นสัญญาระยะยาว 5 ปีครึ่งกับ เดอ บรอยน์ พร้อมค่าตัวราว 7 ล้านปอนด์ที่จะจ่ายให้กับ เกงค์ โดยมีเงื่อนไขที่จะปล่อยตัวเขากลับไปอยู่กับสังกัดเดิมจนถึงช่วงสิ้นสุดฤดูกาล 2011-12 จนกระทั่ง 18 กรกฎาคม 2012 ที่เจ้าตัวได้สวมชุดแข่ง เชลซี ลงสนามเป็นครั้งแรกระหว่างเกมส์กระชับมิตรในช่วงพรีซีซั่นที่ สหรัฐอเมริกา กับ ซีแอตเทิ่ล ซาวน์เดอร์ รวมถึงนัดที่เจอกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่ แยงกี้ สเตเดี้ยม ใน กรุงนิวยอร์ค

    แวร์เดอร์ เบรเมน (ยืมตัว)
    ในวันที่ 2 สิงหาคม 2012 เชลซี ออกมาประกาศว่า KDB ตกลงใจที่จะย้ายไปร่วมทีม แวร์เดอร์ เบรเมน ด้วยสัญญายืมตัวตลอดทั้งฤดูกาลหลังผ่านพ้นการตรวจร่างกายเป็นที่เรียบร้อย เขามาทำประตูแรกใน บุนเดสลีกา ได้ในนัดที่ 3 ของฤดูกาล จากเกมส์ที่ทีมพ่าย ฮันโนเวอร์ 96 ไปแบบสุดดราม่า 3-2 ถึงแม้ เบรเมน จะทำผลงานโดยรวมในซีซั่นนั้นได้อย่างกระท่อนกระแท่น และพยายามประคองตัวอยู่ใน บุนเดสลีกา ต่อไปได้จากการจบในอันดับที่ 14 แต่ฟอร์มโดยรวมของ เดอ บรอยน์ ก็ถือว่าน่าประทับใจจากการยิงได้ 10 ประตู บวกกับ 10 แอสซิสต์ในการลงสนามทั้งหมด 34 เกมส์

    กลับสู่ เชลซี
    หลังประสบความสำเร็จจากการยืมตัวไปเล่นอยู่ใน บุนเดสลีกา ก็ทำให้ เดอ บรอยน์ เริ่มมีข่าวเชื่อมโยงกับสโมสรดังใน เยอรมัน ทั้ง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น แต่ทว่า โชเซ่ มูรินโญ่ ผจก.ทีมคนใหม่หน้าเก่าที่พึ่งเข้ามารับตำแหน่ง ก็ออกมายืนยันว่า เดอ บรอยน์ ยังคงมีอนาคตอยู่ในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในขณะที่เขาก็เดินทางกลับมารายงานตัวกับทัพ สิงโตน้ำเงินคราม อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2013 แม้เขาจะโชคร้ายได้รับบาดเจ็บขณะทำประตูแรกให้กับ สิงห์บลูส์ จากเกมส์อุ่นเครื่องในช่วงพรีซีซั่นกับ ทีมมาเลเซีย XI แต่ก็สามารถเรียกความฟิตกลับมาทันเป็นตัวเลือกในนัดเปิดฤดูกาล พรีเมียร์ลีก 2013-14 และมีโอกาสลงมาช่วยทำทางให้เพื่อนยิงประตูแรกจากชัยชนะ 2-0 เหนือ ฮัลล์ ซิตี้ ได้อีกด้วย

    โวล์ฟสบวร์ก ฤดูกาล 2013-14
    ในวันที่ 18 มกราคม 2014 โวล์ฟสบวร์ก จัดการคว้าตัว KDB มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์ ก่อนที่อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา เขาจะได้ลงประเดิมสนามให้กับต้นสังกัดใหม่ในนัดที่พ่ายคาบ้านให้กับ ฮันโนเวอร์ 1-3 ผลงานโดยรวมในช่วงครึ่งซีซั่นหลังของเขาที่ โฟล์คสวาเก้น อารีน่า คือการทำไป 3 ประตูกับอีก 6 แอสซิสต์ในการลงเล่น 16 นัด ฤดูกาล 2014-15 เดอ บรอยน์ สามารถทำประตูแรกของฤดูกาลได้ด้วยลูกวอลเล่ย์สุดสวยจากนอกกรอบในเกมส์ที่เสมอกับ ลีลล์ 1-1 ในถ้วย ยูโรปา ลีก เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2014 ก่อนที่ 3 สัปดาห์ต่อมาจะมายิง 2 ประตูในนัดที่ถล่ม คราสโนดาร์ 4-2 และช่วยให้ โวล์ฟสบวร์ก เก็บ 3 คะแนนแรกในเวทียุโรปฤดูกาลนี้ ในวันที่ 30 มกราคม 2015 สายตาแฟนบอลทั่วทั้ง เยอรมัน ต่างจับจ้องมาที่ฟอร์มอันสุดฮ็อทของ ดาวเตะชาวเบลเยี่ยม หลังช่วยยิง 2 ประตูในเกมส์ที่เปิดบ้านไล่ถลุง บาเยิร์น มิวนิค สิ้นลาย 4-1 และยังเป็นการพ่ายแพ้ในลีกนัดแรกของทีมเยือนนับตั้งแต่เดือนเมษายนปีก่อน และยังรักษาฟอร์มต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นมีนาคมด้วยการทำ 3 แอสซิสต์ในเกมส์ที่ชนะ แวร์เดอร์ เบรเมน ทีมเก่าไปแบบถล่มทลาย 5-3 เดอ บรอยน์ จบซีซั่นอันสวยสดด้วยการทำไป 10 ประตู พร้อมกับสร้างสถิติใหม่ใน บุนเดสลีกา เยอรมัน จากผลงาน 21 แอสซิสต์และช่วยให้ โวล์ฟสบวร์ก ทะยานเข้าป้ายในตำแหน่งรองแชมป์ นอกจากนี้เขายังมายิงได้อีก 1 ประตูในนัดชิงชนะเลิศ เดเอฟเบ โพคาล ที่ช่วยให้ หมาป่าแห่งเมืองเบียร์สยบ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 3-1 และคว้าแชมป์ไปครองได้ในที่สุด สรุปรวบยอดทั้งฤดูกาล เดอ บรอยน์ ระเบิดฟอร์มไปด้วยผลงาน 16 ประตูและ 27 แอสซิสต์ รวมกันทุกถ้วย จนทำให้เขาคว้ารางวัล นักเตะยอดเยี่ยมของเยอรมันแห่งปี 2015 ไปครองแบบสมศักดิ์ศรี ฤดูกาล 2015-16 เจ้าตัวเริ่ม ออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ด้วยการพาทีมปราบ บาเยิร์น มิวนิค และคว้าแชมป์ เดเอฟแอล ซูเปอร์คัพ 2015 จากลูกครอสที่หยอดไปให้ นิคลาส เบนท์เนอร์ โหม่งตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 89 ก่อนจะมาเป็นหนึ่งในผู้ที่รับหน้าที่ดวลจุดโทษชี้ขาด และอีก 1 สัปดาห์หลังจากนั้น เขาก็มายิงประตูแรกของฤดูกาลได้ในนัดเปิดหัวรายการ เดเอฟเบ โพคาล จากชัยชนะ 4-1 เหนือ สตุ๊ตการ์ท คิกเกอร์ส โดยทำได้อีก 2 แอสซิสต์ในเกมส์นั้นด้วยและในระหว่างนั้นก็มีข่าวแพร่สะพัดถึงเรื่องที่ เรือใบสีฟ้า พร้อมจะทุ่มข้อเสนอก้อนโตเพื่อดึงตัวเขากลับไปเล่นอยู่ใน อังกฤษ โดยที่เจ้าตัวก็ออกมาเปิดใจถึงเรื่องนี้ว่า

    “หากมีข้อเสนอยื่นเข้ามา ผมก็คงทราบแล้วล่ะว่ามันมีมูลค่ามากเท่าไร แต่ผมกลับยังไม่ได้ยินอะไรเลย… ผมจะไม่ไปที่ อังกฤษ เพียงเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ผมไม่จำเป็นจะต้องกลับไป แต่หากผมจะไปที่นั่นก็เพราะมันคือตัวเลือกที่ดีสำหรับผมและครอบครัวนั่นคือประเด็นสำคัญสำหรับผม”

    จนกระทั่งวันที่ 10 สิงหาคม มีรายงานว่า เดอะ ซิตี้ ยื่นข้อเสนอรอบสองมูลค่า 47 ล้านปอนด์ มาให้ โวล์ฟสบวร์ก พิจารณา โดยที่ เคล้าส์ อัลลอฟส์ ผอ.กีฬาของสโมสรก็ออกมายืนยันว่าพวกเขาจะพยายามอย่างเต็มที่ในการรั้งตัว เดอ บรอยน์ ไว้

    “ผมคิดว่ามีบางสโมสรที่หวังจะจูงใจ เควิน และจากข้อเสนองามๆที่ยื่นเข้ามามันก็ทำให้ผมเข้าใจได้ว่า ทำไม เควิน ถึงยังเปิดรับทุกทางเลือก” และแล้วในวันที่ 27 สิงหาคม ก็มีรายงานว่า เรือใบสีฟ้า ยื่นข้อเสนอสุดท้ายมูลค่า 58 ล้านปอนด์เข้ามา จนทำให้ อัลลอฟส์ ต้องออกมายอมรับว่า ข้อเสนอจากทาง ซิตี้ เป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์มาก

    เควิน เดอ บรอยน์

    แมนฯ ซิตี้
    ฤดูกาล 2015-16 ในวันที่ 30 สิงหาคม 2015 แมนฯ ซิตี้ ประกาศเปิดตัว เดอ บรอยน์ ที่ย้ายเข้ามาด้วยสัญญาระยะยาว 6 ปี ซึ่งนอกจากค่าตัว 55 ล้านปอนด์ที่ถือเป็นสถิติของสโมสรแล้ว นั่นยังทำให้เขากลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดอันดับ 2 ของ พรีเมียร์ลีก รองจาก อังเคล ดิ มาเรีย ที่ย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2014 เกมส์แรกในสีเสื้อทีมเรือใบของเขาคือการถูกเปลี่ยนลงไปแทนที่ เซร์คิโอ อเกวโร่ ที่ได้รับบาดเจ็บตอนนาทีที่ 25 ในเกมส์ พรีเมียร์ลีก ที่พบกับ คริสตัล พาเลซ ก่อนจะมาเริ่มนับหนึ่งกับประตูแรกได้ในนัดที่เปิดบ้านพบกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด แต่เกมส์นั้นก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้ให้ทีมเยือนไป 1-2 ช่วงต้นเดือนตุลาคม เดอ บรอยน์ ติดเป็นหนึ่งในลิสต์เบื้องต้นของผู้ที่ได้ลุ้นรับรางวัล ฟีฟ่า บังลง ดอร์ พร้อมๆกับเพื่อนร่วมทีมอีก 2 คน คือ อเกวโร่ และ ยาย่า ตูเร่ จนกระทั่งวันที่ 20 ตุลาคม เขาก็ได้รับแจ้งจากทาง ฟีฟ่า ว่าตนเองติดอยู่ในลิสต์ 23 คนสุดท้ายที่มีสิทธิ์รับรางวัล นอกจากการกลับมาพิสูจน์ฝีเท้าตนเองในลีกแดนผู้ดีได้อย่างแจ่มแจ้ง เขายังเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับทีมในเวทียุโรป วันที่ 6 เมษายน หลังพึ่งหายกลับจากอาการบาดเจ็บที่เข่าขวาจนต้องพักยาวไปร่วม 2 เดือน KDB ก็มาซัดประตูเปิดเกมส์ในนัดที่บุกไปเสมอ 2-2 กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ถึงถิ่น ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ ก่อนจะกลายมาเป็นฮีโร่ผู้ช่วยยิงประตูชัย 1-0 ในเกมส์เลกสองที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม จนช่วยให้ แมนฯ ซิตี้ ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สรุปผลงานในซีซั่นแรกของการหวนกลับมากอบกู้ชื่อเสียงใน อังกฤษ คือการยิงไป 17 ประตูและทำได้อีก 15 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 45 เกมส์รวมกันในทุกถ้วย พร้อมมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ลีก คัพ ไปครอง

    ฤดูกาล 2016-17
    ประตูแรกของ เดอ บรอยน์ ในฤดูกาลที่ 2 กับ ซิตี้ เกิดขึ้นในศึก แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ นัดแรกที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และจากลูกยิงเปิดหัวของเขาก็ทำให้ทีมบุกไปเอาชนะคู่ปรับร่วมเมืองได้ 1-2 พร้อมกับคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ เกมส์นั้นไปครอง ในขณะที่เขาก็ยังคงรักษาตำแหน่งตัวเลือกแรกในทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือคนใหม่ที่เข้ามาทำหน้าที่แทน มานูเอล เปยิกรีนี่ ได้ตั้งแต่ช่วงออกสตาร์ทฤดูกาล ในวันที่ 1 พฤศจิกายน เขาสามารถทำประตูได้จากลูกฟรีคิกในเกมส์ที่เปิดบ้านถล่ม บาร์เซโลน่า ทีมเก่าของเจ้านายใหม่ไปราบคาบ 3-1 ซึ่งมีผลให้พวกเขาเกาะสอยห้อยตามทีมแกร่งจาก สเปน เข้ารอบน็อคเอาท์ UCL ได้ในท้ายที่สุด จากการลงสนามรวมทุกรายการ 49 นัดตลอดฤดูกาลนี้ แม้เขาจะยิงได้ไม่มากเพียงแค่ 7 ประตูเท่านั้น แต่ก็ช่วยทำแอสซิสต์ให้เพื่อนได้ถล่มทลายถึง 23 ครั้ง

    ฤดูกาล 2017-18
    ไฮไลท์สำคัญตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลคือการปั้น 2 ประตูให้กับ อเกวโร่ และ กาเบรียล เฆซุส ในเกมส์ที่เปิดบ้านถล่มแหลก ลิเวอร์พูล ที่เหลือ 10 คนเละเทะ 5-0 ก่อนจะใส่พานให้ ดาวยิงเลือดฟ้าขาว ได้อีกจากประตูแรกในนัดที่บุกไปอัด วัตฟอร์ด แบบไม่ไว้หน้า 6-0 จนกระทั่งมายิงประตูแรกของซีซั่นได้ใน แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดที่เอาชนะ ชัคตาร์ โดเนตส์ค 2-0 ได้ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม จากการที่เขาระเบิดฟอร์มเทพได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยให้ทีมออกสตาร์ทด้วยการไม่แพ้ใครในลีก 22 นัด ซึ่งรวมถึงการเดินหน้าเก็บชัยชนะรวดไปถึง 19 เกมส์ ก็ทำให้ เป๊ป ออกมาพูดถึงลูกทีมคนเก่งว่า “เขากำลังช่วยให้ทีมอยู่ในสถานการณ์ที่มั่นคงสุดๆ” และแล้วผลตอบแทนจากผลงานอันยอดเยี่ยมก็ตามมา ในวันที่ 22 มกราคม 2018 แมนฯ ซิตี้ ตัดสินใจมอบข้อเสนอใหม่ที่จะผูกมัด KDB เอาไว้กับทีมต่อไปจนถึงปี 2023 และเพียงหนึ่งวันหลังต่อสัญญา เขาก็มาทำประตูชัยในเกมส์รอบตัดเชือก ลีก คัพ ที่เอาชนะ บริสตอล โรเวอร์ส 3-2 และช่วยให้ทีมเดินหน้าเข้าสู่ เวมบลีย์ ในเดือนถัดมา ก่อนจะสยบ อาร์เซน่อล ได้อย่างไม่ยากเย็น 3-0 และคว้าโทรฟี่ใบที่ 2 ร่วมกับทีม จนกระทั่งนัดปิดฤดูกาล เขายังมาช่วยใส่พานให้ เฆซุส ยิงประตูชัย 0-1 ในเกมส์ที่ออกไปเยือน เซาแธมป์ตัน จนทำให้ เรือใบสีฟ้า จบซีซั่นด้วยการโกยได้ 100 คะแนนพร้อมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ไปครองแบบชนิดไร้คู่แข่ง สรุปรวมแล้วเขายิงได้ 12 ประตูและ 21 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 52 นัดรวมกันทุกถ้วย

    เส้นทางในระดับทีมชาติ
    เดอ บรอยน์ เริ่มต้นลงสนามในนาม ทีมชาติเบลเยี่ยม มาตั้งแต่รุ่น U-18, U-19 และ U-21 ก่อนจะประเดิมติดธงกับทีมชุดใหญ่ในวันที่ 11 สิงหาคม 2010 ในแมตช์กระชับมิตรที่ออกไปพ่ายให้กับ ฟินแลนด์ 1-0 จนกระทั่งเขาเริ่มมายึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างต่อเนื่องในเกมส์รอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก 2014 แถมยังยิงรวมกันได้อีก 4 ประตู จนทำให้ เบลเยี่ยม ผ่านเข้าไปเล่นในทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2014 เขามีชื่อเป็น 11 คนแรกในนัดเปิดสนาม ฟุตบอลโลก 2014 ที่พบกับ แอลจีเรีย และก็เป็นผู้ที่ช่วยเปิดบอลให้ มารูยาน เฟลไลนี่ ทำประตูตีเสมอก่อนที่ทีมจะพลิกกลับมาชนะได้ 2-1 และในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เขาก็มายิงประตูขึ้นนำให้ เบลเยี่ยม ในช่วง 3 นาทีแรกของการต่อเวลาพิเศษ ก่อนจะจบด้วยการเฉือนเอาชนะ สหรัฐอเมริกา ไปได้ 2-1 ในช่วงเดือนธันวาคม 2014 เดอ บรอยน์ จัดการซัด 2 ประตูในเกมส์ที่ถล่ม อันดอร์ร่า 6-0 พร้อมกับเริ่มปูเส้นทางสู่การเป็นแชมป์กลุ่ม B ของทีมในรอบคัดเลือก ยูโร 2016 จนกระทั่งปลายเดือนพฤษภาคม 2016 เขาก็ถูกประกาศให้เป็น 1 ใน 23 ขุนพลปีศาจแดงแห่งยุโรป ที่ได้ร่วมลงแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ใน ฝรั่งเศส ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็มีส่วนช่วยให้ทีมผ่านเข้าไปจนถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย จนมาถึง ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2018 เดอ บรอยน์ ก็ยังคงเป็นหนึ่งใน 1 ขุนพลตัวหลักของทีม โดยในนัดเปิดสนามกับ ปานามา เขาก็ช่วยทำ 1 แอสซิสต์ให้กับ โรเมลู ลูกากู ก่อนเกมส์จะจบด้วยชัยชนะ 3-0 แบบไม่ยากเย็น และในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่พบกับ บราซิล เขาก็เป็นคนยิงประตูที่ 2 ที่ช่วยให้ทีมเขี่ยแชมป์โลก 5 สมัยกระเด็นตกรอบด้วยสกอร์ 2-1 พร้อมคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ มาครอง ก่อนที่ เบลเยี่ยม จะจบทัวร์นาเมนต์นี้ด้วยการคว้าอันดับ 3

    สไตล์การเล่น
    โดยหลักๆแล้ว เดอ บรอยน์ มักจะลงประจำการอยู่ในตำแหน่ง กองกลาง หรือ ตัวทำเกมส์ในแนวรุก แต่เขาก็ยังสามารถขยับไปเล่นเป็น ตัวรุกทางริมเส้น หรือ หน้าต่ำ ได้อีกด้วย บ่อยครั้งที่เขามักจะถูกนิยามให้เป็น สุดยอดเพลย์เมคเกอร์แห่งลูกหนังยุคปัจจุบัน จากเทคนิคอันล้ำเลิศ การผ่านบอลที่แม่นยำในทุกระยะ และลูกยิงไกลที่เป็นทีเด็ด

    ชีวิตส่วนตัว
    แม่ของ เดอ บรอยน์ เป็นชาว อังกฤษ ที่ไปเกิดอยู่ใน บุรุนดี ประเทศที่ค่อนข้างแร้นแค้นใน แอฟริกา โดยถิ่นฐานเกิดของเขาอยู่ใน เมืองเกนต์ ซึ่งเป็นย่านที่ประชากรใช้ ภาษาดัตช์ จึงทำให้เขาสามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่วทั้ง ภาษาดัตช์, ฝรั่งเศส และ อังกฤษ ในปี 2013 เดอะ เดลี่ เมล์ ตีข่าวฉาวเรื่อง ติโบต์ กูร์กตัวส์ เพื่อนร่วมทีม เชลซี แอบไปตีท้ายครัวกับ แคโรไลน์ ลีเน่น แฟนสาวของ เดอ บรอยน์ ในเวลานั้น จนทำให้ KDB ฟิวส์ขาดถึงขั้นฟาดปากกับ กูร์กตัวส์ ระหว่างเก็บตัวอยู่ในแคมป์ทีมชาติด้วยกัน แต่สุดท้ายก็สามารถเคลียร์ใจกันได้ เมื่อ มาร์ค วิลม็อตส์ ที่เป็นกุนซือทีมชาติเบลเยี่ยมเข้ามาไกล่เกลี่ยให้จนกระทั่งปี 2014 เขาก็มาพบรักกับ มิเชล ลาครัวซ์ สาวสวยชาติเดียวกัน ก่อนที่ปลายกันยายนปีถัดมาเธอจะออกมาประกาศว่ากำลังตั้งครรภ์ จนกระทั่ง เมสัน มิลาน เดอ บรอยน์ ลูกชายของพวกเขาลืมตาดูโลกขึ้นในวันที่ 20 มีนาคม 2016 และทำให้เขาตกลงขอเธอเข้าพิธีวิวาห์ร่วมกันในเดือนมิถุนายน 2017 อันที่จริง เดอ บรอยน์ เป็นคนที่ใช้ชีวิตสมถะมากและไปไหนมาไหนด้วยการพึ่งพายานพาหนะของสโมสรมาโดยตลอดเขาพึ่งซื้อรถยนต์คันแรกเมื่อปี 2015 ซึ่งการตัดสินใจยอมถอย เบนซ์ ออกมาก็เพื่อการเตรียมพร้อมสำหรับลูกน้อยที่กำลังจะคลอดออกมาในขณะที่แฟนสาวของเขายังคงตั้งครรภ์อยู่เขายังเคยรับเป็นทูตที่ช่วยโปรโมท สเปเชี่ยล โอลิมปิก ยูโรเปี้ยน เกมส์ 2014 หรือ กีฬาคนพิเศษแห่งทวีปยุโรป ที่เตรียมจัดขึ้นใน เมืองอันท์เวิร์ป ประเทศเบลเยี่ยม โดยใช้รูปภาพของเขามาตัดต่อให้ดูเหมือนเป็นผู้ที่มีอาการของโรค ดาวน์ซินโดรม พร้อมแคปชั่นที่ว่า “พวกคุณจะยังเป็นแฟนคลับของผมหรือไม่ ถ้าผมมีลักษณะเป็นเช่นนี้”

    เดอ บรอยน์

    Tags : , ,

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    Search