เรอัล มาดริด (Real Madrid)

    10/08/2018 FIFA55DAY

    Real Marid Wallpaper

    สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด (Real Madrid Club de Fútbol) หรือที่แฟนบอลทั่วโลกรู้จักกันในนาม “เรอัล มาดริด” หรือเรียกกันสั้นๆว่า “เรอัล” เป็นทีมที่มีถิ่นฐานอยู่ใน กรุงมาดริด ประเทศสเปน วันที่ 6 มีนาคม 1902 ถือเป็นวันก่อกำเนิดสโมสรที่มีชุดแข่งเหย้าเป็นสีขาวล้วนนับตั้งแต่เปิดตัวเป็นครั้งแรก จนทำให้พวกเขามีอีกหนึ่งฉายาว่า “โลส บลังโกส” หรือที่แปลว่า ชุดขาว โดย เรอัล ในภาษาสเปนมีความหมายถึง “ราชวงศ์” (royal) ซึ่งได้รับพระราชทานมาจาก กษัตริย์อัลฟอนโซ่ที่ 13 ในปี 1920 พร้อมกับรูปมงกุฎที่ปรากฏอยู่บนตราของสโมสร

    ทีมลงเตะในสนามเหย้า ซานติเอโก้ เบร์นาเบว มาตั้งแต่ปี 1947 โดยปัจจุบันมีความจุ 81,044 ที่นั่ง และสิ่งที่พิเศษเหนือสโมสรกีฬาส่วนใหญ่ในยุโรปก็คือ เหล่าสมาชิกของสโมสรเป็นผู้ถือครองและดำเนินการบริหารทีมมาโดยตลอด ล่าสุดในปี 2018 มีการประเมินมูลค่าสโมสรเอาไว้ที่ 3.47 พันล้านยูโร และเมื่อฤดูกาล 2016-17 เรอัล มาดริด ถูกจัดอันดับให้เป็นทีมลูกหนังที่มีรายได้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ด้วยงบดุลสิ้นปีที่ 674.6 ล้านยูโร พวกเขายังเป็นหนึ่งในทีมที่มีแฟนบอลตามสนับสนุนมากที่สุดในโลก พวกเขายังเป็น 1 ใน 3 ทีมเคียงข้างกับ แอธเลติก บิลเบา และ บาร์เซโลน่า ที่ยังไม่เคยตกชั้นไปจากลีกสูงสุดของประเทศนับตั้งแต่เข้าร่วมแข่งขันอย่างเป็นทางการในปี 1929

    ราชันชุดขาว ยังสถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทั้งใน สเปน และทวีปยุโรปนับตั้งแต่ช่วงยุคปี 50 จากการครองบัลลังก์ยุโรปได้ 5 สมัยซ้อนและผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ 7 ครั้ง พวกเขายังก็อปปี้ความสำเร็จนี้มาในประเทศจากการคว้าแชมป์ลีก 5 ครั้งภายในระยะเวลา 7 ปี ภายในทีมชุดนี้ประกอบไปด้วยผู้เล่นระดับตำนานอย่าง อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่, เฟเรนซ์ ปุสกัส, ฟรานซิสโก้ เกนโต้ และ เรย์มงด์ โกปา ที่ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทีมยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล ผลงานโดยรวมที่ผ่านมา เรอัล มาดริด กวาดถ้วยรางวัลในประเทศมาแล้วทั้งหมด 64 ใบ ประกอบไปด้วย ลา ลีกา 33 ครั้ง, โกปา เดล เรย์ 19 ครั้ง, ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า 10 ครั้ง, โกปา เอบา ดูอาร์เต้ และ โกปา เด ลา ลีกา อย่างละสมัย ในขณะที่สามารถกอบโกยความสำเร็จในระดับทวีปขึ้นไปได้ทั้งหมดอีก 25 รายการ ได้แก่ ยูโรเปี้ยนคัพ/ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 13 ครั้ง, ยูฟ่า คัพ 2 ครั้ง, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 4 ครั้ง และ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ อีก 6 ครั้ง

    เรอัล มาดริด ยังได้รับรางวัล FIFA Club of the 20th Century เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2000 ต่อด้วย FIFA Order of Merit ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2004 เท่านั้นยังไม่พอในวันที่ 11 พฤษภาคม 2010 ทีมยังได้รับรางวัล Best European Club of the 20th Century จาก สหพันธ์ประวัติศาสตร์และสถิติฟุตบอลระหว่างประเทศ (IFFHS) จนถึงเดือนมิถุนายน 2017 พวกเขาก็กลายเป็นทีมแรกที่สมามารถป้องกันตำแหน่งแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ แถมยังคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 3 ติดต่อกันได้อีกในปีถัดมา

    Julián Palacios

    ย้อนประวัติศาสตร์สโมสรราชัน

    1902 – จากการใช้เวลาประมาณ 1 ปีหลังแตกตัวออกจากสโมสรฟุตบอลที่เริ่มก่อตั้งขึ้นใน กรุงมาดริด เป็นครั้งแรกเมื่อราว 5 ปีก่อน ฆวน ปาโดรส หนึ่งในแกนนำก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานสโมสรคนแรก พร้อมกับการเปิดตัว มาดริด เอฟซี อย่างเป็นทางการในวันที่ 6 มีนาคม 1902

    1905 – เพียง 3 ปีหลังเปิดการเปิดตัว มาดริด เอฟซี ก็คว้าโทรฟี่ใบแรกมาครองจากการเอาชนะ แอธเลติก บิลเบา ในนัดชิงชนะเลิศ สแปนิช คัพ

    1909 – พวกเขากลายเป็นหนึ่งในทีมที่ร่วมก่อตั้ง ราชสหพันธ์ฟุตบอลสเปน หลัง อดอลโฟ่ เมเลนเดซ ประธานสโมสรในเวลานั้นตัดสินใจร่วมลงนามในสัญญาก่อตั้งสหพันธ์ในช่วงต้นเดือนมกราคม

    1920 – กษัตริย์อัลฟอนโซ่ที่ 13 ของ สเปน ทรงมีพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สโมสรใช้คำนำหน้าว่า เรอัล

    1929 – ฟุตบอลลีกของสเปนถูกก่อตั้งขึ้นเป็นปีแรก โดยที่ เรอัล มาดริด สามารถรั้งตำแหน่งจ่าฝูงมาโดยตลอด จนกระทั่งมาพลาดท่าพ่ายแพ้ให้กับ แอธเลติก บิลเบา ในนัดสุดท้าย จนเสียโอกาสประเดิมแชมป์ให้กับ บาร์เซโลน่า ไปอย่างน่าเจ็บใจ

    1931 – จากการก่อตัวขึ้นของ สาธารณรัฐสเปนที่ 2 ทำให้ทีมถูกริบคำนำหน้า เรอัล คืนและต้องกลับไปใช้ชื่อ มาดริด เอฟซี ดังเดิม จนกระทั่งช่วง สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้เปลี่ยนกลับมาชื่อปัจจุบันอย่างถาวร

    1932 – มาดริด เอฟซี มาประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ลีกดังที่หวังในฤดูกาล 1931-32 และยังกลายเป็นทีมที่รักษาแชมป์ได้เป็นรายแรก หลังสามารถคว้าแชมป์ลีกได้อีกในซีซั่นถัดมา

    1943 – ในวันที่ 13 มิถุนายน ปีนั้น เรอัล มาดริด เปิดรังถล่มแหลก บาร์เซโลน่า 11-1 ในเกมส์รอบตัดเชือกรายการ โกปา เด เคเนราลิซิโม หรือ โกปา เดล เรย์ ที่ถูกเปลี่ยนชื่อเพื่อเอาใจ นายพลฟรังโก้ ในเวลานั้น โดยมีรายงานว่านักเตะบาร์ซ่าที่ส่วนใหญ่เป็นชาวกาตาลันถูกข่มขู่จากตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐว่าที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในประเทศได้ทุกวันนี้ก็โชคดีแค่ไหนแล้ว ในขณะที่ เอนริค ปิเนย์โร่ ประธานของบาร์ซ่า ก็ถูกทำร้ายจากแฟนบอลเจ้าถิ่นโดยที่ไม่มีการสืบสาวหาความต่อจากเจ้าหน้าที่ โดยที่ทาง ฟีฟ่า และ ยูฟ่า ต่างก็นิ่งเฉยและพิจารณารับรองผลการแข่งขันในวันนั้น

    1945 – ซานติอาโก้ เบร์นาเบว เยสเต้ ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานสโมสร พร้อมกับ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว รังเหย้าของทีมและสนามฝึกซ้อมเดิมได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่หลังได้รับความเสียหายจากสงครามกลางเมือง

    1953 – หลังการเปิดตัวแคมป์ทีมเยาวชนขึ้นมาโดย มิเกล มัลโบ ทางสโมสรก็ดำเนินการคัดสรรนักเตะดาวรุ่งจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามาฝึกซ้อม โดยมีเพชรเม็ดงามหนึ่งในรุ่นบุกเบิกก็คือ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่

    1955 – ด้วยไอเดียของ ประธานเบร์นาเบว ร่วมกับ 2 พี่น้องเซเบส กุนซือทีมชาติฮังการี และ กาบริเอล อาโนต์ นักข่าวและบรรณาธิการของ เลกิ๊ป ได้ร่วมกันก่อตั้งทัวร์นาเมนต์สำหรับทีมแชมป์ของแต่ละประเทศในยุโรป ที่กลายมาเป็นการแข่งขัน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในปัจจุบัน

    1960 – หลังเริ่มต้นชิงชัยในรายการยุโรปเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1956 ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมารวมถึงการไล่ถล่ม ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต เละเทะ 7-3 ในนัดชิงที่ แฮมป์เดน พาร์ค ในปี 1960 ก็ทำให้ เรอัล มาดริด ในยุคของ ประธานเบร์นาเบว ครองแชมป์ยุโรปได้ 5 สมัยติดต่อกัน

    1966 – ราชันชุดขาว คว้าถ้วย ยูโรเปี้ยน คัพ ใบที่ 6 มาครองได้จากการเอาชนะ ปาร์ติซาน เบลเกรด 2-1 ที่แทบจะเป็นการลงฟาดแข้งในนัดชิงระหว่าง ทีมชาติสเปน กับ ทีมชาติยูโกสลาเวีย เมื่อมองไปถึงตัวผู้เล่นในสนาม

    1971 – ทีมลงเตะนัดชิงในรายการ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ เป็นครั้งแรก แต่ก็พ่ายให้กับ เชลซี ไป 2-1

    ซานติอาโก้ เบร์นาเบว สนามของชุดขาว

    1978 – ซานติอาโก้ เบร์นาเบว เยสเต้ เสียชีวิตลงด้วยวัย 82 ปี ในระหว่างที่มีการแข่งขัน ฟุตบอลโลก ที่ อาร์เจนติน่า ซึ่งทำให้ทาง ฟีฟ่า ได้จัดให้มีการไว้อาลัยให้กับเขาเป็นระยะเวลา 3 วัน

    1979 – หลังทำแต้มเหนือ สปอร์ติ้ง กิฆอน ทีมคู่แข่งสำคัญได้ 4 คะแนนในนัดสุดท้าย เรอัล มาดริด ก็สามารถคว้าแชมป์ ลา ลีกา สมัยที่ 19 มาครองในฤดูกาล 1978-79 พร้อมกับสร้างสถิติครองแชมป์ลีกได้ 5 สมัย รวมถึงแชมป์ โกปา เดล เรย์ ได้ถึง 3 ครั้งภายในช่วงยุคปี 70

    1985 – นับตั้งแต่เริ่มยุค 80 เป็นต้นมา แม้ทีมเริ่มจะมีผลงานซบเซาลงไปจาการคว้าแชมป์รายการสุดท้ายได้ตั้งแต่ปี 1982 แต่ด้วยผลสกอร์รวม 3-1เหนือ วีดีโอตัน คู่แข่งจาก ฮังการี ในนัดชิง ยูฟ่า คัพ 1984-85 ก็ทำให้พวกเขาคว้าแชมป์รายการนี้ครั้งแรกไปครอง และทีมยังคว้าถ้วยใบนี้ได้อีกจากการเอาชนะ โคโลญจน์ 7-1 ในปีถัดมา

    1990 – จากแสนยานุภาพของขุมกำลังนักเตะที่นำโดย เอมิลิโอ บูตราเกนโญ่ พร้อมกับสมาชิกที่ล้วนเป็นเด็กปั้นจากทีมเยาวชนอย่าง มานูเอล ซานชีส, มาร์ติน บาซเกวซ รวมถึง มิเชล และ มิเกล ปาร์เดซ่า ก็ช่วยปลุกชีพให้ โลส บลังโกส กลับมาเปล่งประกายอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของยุค 80 จนทำให้การชูถ้วยแชมป์ ลา ลีกา 1989-90 คือการคว้าแชมป์ลีกเป็นสมัยที่ 5 ติดต่อกัน

    1996 – แม้ 1 ปีก่อนหน้านั้นทีมพึ่งจะคว้าแชมป์ ลา ลีกา สมัยที่ 26 มาครองได้สำเร็จ แต่ ลอเรนโซ่ ซานซ์ ประธานสโมสร ก็ตัดสินใจดึงตัว ฟาบิโอ คาเปลโล่ เข้ามาเป็นเฮดโค้ชคนใหม่ แต่สุดท้ายเขาก็อยู่กับทีมได้เพียงปีเดียวแม้จะฝากผลงานด้วยการคว้าแชมป์ ลา ลีกา 1996-97 พร้อมเครดิตในการวางรากฐานให้กับทีมด้วยการดึงตัวดาวเตะอย่าง ดาวอร์ ซูเคอร์, เปแดร็ก มิยาโตวิช, โรแบร์โต้ คาร์ลอส และ คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ เข้ามาก็ตาม

    1998 – จากขุมกำลังที่ คาเปลโล่ วางเอาไว้ บวกกับสตาร์ดั้งเดิมอย่าง ราอูล กอนซาเลซ, เฟร์นานโด เอียร์โร่ และ เฟร์นานโด เรดอนโด้ รวมถึงการย้ายเข้ามาของ เฟร์นานโด มอริเอนเตส ก็ทำให้การรอคอยร่วม 32 ปีในการคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 7 สิ้นสุดลง ภายใต้การดูแลของ จุ๊ปป์ ไฮย์เกส ที่นำลูกทีมสยบ ยูเวนตุส 1-0 จากประตูชัยของ มิยาโตวิช

    1999 – ภายในช่วงระยะเวลาปีกว่าๆ เรอัล มาดริด เปลี่ยนผจก.ทีมไปถึง 3 ราย เริ่มจาก โฆเซ่ อันโตนิโอ คามาโช่ ที่เข้ามาแทน ไฮย์เกส ต่อด้วย กุส ฮิดดิ้ง และ จอห์น โตแช็ค ก่อนที่ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ จะเข้ามานั่งเก้าอี้ร้อนในเดือนพฤศจิกายน 1999 โดยในขณะนั้นทีมได้ 2 ผู้เล่นดาวรุ่งที่ผงาดขึ้นมาแย่งชิงตำแหน่งตัวจริงได้ทั้ง อิเกร์ กาซิยาส และ กูตี รวมถึงสตาร์หน้าใหม่จาก พรีเมียร์ลีก อย่าง นิโกล่าส์ อเนลก้า และ สตีฟ แม็คมานามาน รวมถึงดาวรุ่งในประเทศอย่าง มิเชล ซัลกาโด้ และ อีบัน เอลเกร่า ก็ทำให้พวกเขาเอาชนะ บาเลนเซีย ในนัดชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 1999-00 ไปอย่างไม่ยากเย็น 3-0 และกลายเป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 8

    2000 – ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ชนะการเลือกตั้งและกลายมาเป็นประธานสโมสรคนใหม่ พร้อมกับดำเนินนโยบายถมทีมด้วยนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ ดาวดังคนแรกที่ถูกดึงเข้าในโปรเจ็คท์ “กาลาคติกอส” ก็คือ หลุยส์ ฟิโก้ ที่ทีมไปฉกตัวมาจาก บาร์เซโลน่า คู่ปรับตัวฉกาจได้อย่างแสบสันต์ ก่อนที่จะมีซุปตาร์หลายคนทยอยตบเท้ากันเข้ามาในช่วงหน้าร้อนปีถัดๆมา ทั้ง ซีเนดีน ซีดาน, โรนัลโด้, เดวิด เบ็คแฮม และ ฟาบิโอ คันนาวาโร่

    2002 – กาลาคติกอส ที่นำโดย ซีดาน, ฟิโก้, ราอูล, มอริเอนเตซ, เอียร์โร่, โรแบร์โต้ คาร์ลอส และ โคล้ด มาเกเลเล่ ก็ พาทีมเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ลีก ก่อนจะเอาชนะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ไปได้ 2-1 จากหนึ่งในประตูสุดสวยตลอดกาลของรายการจากฝีเท้าของ ซีดาน

    2003 – เพียงไม่กี่วันหลังการคว้าแชมป์ ลา ลีกา 2002-03 ประธานเปเรซ ก็ปลุกกระแสคุกรุ่นในหมู่แฟนๆด้วยการปลด เดล บอสเก้ พร้อมกับนักเตะนับ 10 รายที่ถูกปล่อยตัวออกไปซึ่งรวมถึง เอียร์โร่ กองหลังกัปตันทีม ในขณะที่ มาเกเลเล่ ก็ก่อหวอดประท้วงไม่ยอมลงฝึกซ้อมหลังการเจรจาขอขึ้นค่าเหนื่อยเทียบเท่าสตาร์ตัวหลักคนอื่นๆไม่เป็นผล จนตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ เชลซี ในท้ายที่สุด

    2006 – แม้ในช่วงต้นฤดูกาล 2005-06 ทีมจะพยายามเซ็นสัญญานักเตะดังอย่าง ชูลิโอ บาปติสต้า, โรบินโญ่ และ เซร์คิโอ รามอส เข้ามา พร้อมกับการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกุนซือไปถึง 5 รายตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา แต่หลังจากการห่างหายความสำเร็จเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน หลังสิ้นสุดฤดูกาลนั้นก็ทำให้ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ต้องตัดสินใจลาออก

    2007 – รามอน กัลเดร่อน ขยับก้าวขึ้นมารับตำแหน่งต่อจาก เปเรซ พร้อมกับดึง ฟาบิโอ คาเปลโล่ กลับมากุมบังเหียนต่อเป็นรอบที่ 2 และแม้จะพาทีมคว้าแชมป์ ลา ลีกา 2006-07 มาครองได้สำเร็จ แต่ไปๆมาๆ ยอดโค้ชชาวอิตาเลียน ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งไปแบบงงๆหลังจบฤดูกาลนั้น

    2009 – ในวันที่ 1 มิถุนายน 2009 ฟลอเรนติโน่ เปเรซ หวนกลับมายึดตำแหน่งประธานสโมสรคืน พร้อมกับเดินหน้าสานต่อนโยบาย กาลาคติกอส ที่เริ่มด้วยการทุบสถิติโลกในการคว้าตัว กาก้า มาจาก เอซี มิลาน ด้วยค่าตัว 56 ล้านปอนด์ ก่อนที่สถิตินั้นจะคงอยู่ได้ไม่กี่วัน เมื่อ เปเรซ เซ็นอนุมัติเบิกเงินในคลังร่วม 80 ล้านปอนด์เพื่อกระชากตัว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มาจาก แมนฯ ยูไนเต็ด

    2011 – เรอัล มาดริด เฉือนเอาชนะ บาร์เซโลน่า ได้ในนัดชิง โกปา เดล เรย์ 2010-11 และเป็นถ้วยรางวัลใบแรกภายใต้การคุมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ ในฤดูกาลเปิดตัว

    2012 – กุนซือชาวโปรตุเกส พาทีมคว้าแชมป์ ลา ลีกา เป็นสมัยที่ 32 พร้อมสร้างสถิติสวยหรูต่างๆ เช่น เก็บได้ 100 คะแนน จากการยิงได้ 121 ประตูและผลต่างได้เสีย +89 ด้วยชัยชนะ 16 นัดในเกมส์เยือนจากชัยชนะทั้งหมด 32 นัด โดยในฤดูกาลนั้น CR7 ยังสร้างสถิตินักเตะที่ยิงประตูครบ 100 ลูกใน ลีกสเปน ได้เร็วที่สุด จากการกระหน่ำไป 101 ประตูภายใน 92 นัด เขายังสร้างสถิติเหมายิงคนเดียว 60 ประตูใน 1 รอบปีปฏิทิน และยังเป็นผู้เล่นคนแรกที่ทำประตูใส่ทีมคู่แข่งได้ครบทั้ง 19 ทีมในหนึ่งฤดูกาล

    2014 – โลส บลังโกส ออกสตาร์ทฤดูกาล 2013-14 ด้วยการคว้าตัว คาร์โล อันเชล็อตติ เข้ามาทำหน้าที่แทน มูรินโญ่ หลังประกาศแยกทางกับทีมไปในช่วงหน้าร้อน พร้อมกับการเซ็นสัญญา แกเร็ธ เบล ด้วยค่าตัวสถิติโลกมูลค่าราว 100 ล้านยูโร จาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ซึ่งสตาร์ค่าตัวแพงก็กลายเป็นฮีโร่ที่ช่วยยิงประตูชัยให้ทีมเอาชนะ บาร์เซโลน่า ในเกมส์ โกปา เดล เรย์ นัดชิงชนะเลิศ และยังมีส่วนช่วยให้ทีมเอาชนะ แอตเลติโก มาดริด ในนัดชิง แชมเปี้ยนส์ลีก จนทำให้พวกเขากลายเป็นทีมแรกที่คว้าถ้วยยุโรปใบใหญ่มาครองได้ครบ 10 ครั้ง

    2016 – ราฟาเอล เบนิเตซ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกุนซือคนใหม่แทนที่ อันเชล็อตติ แต่ก็อยู่ได้เพียงครึ่งฤดูกาล ก่อนที่ทีมจะตัดสินใจผลักดัน ซีเนดีน ซีดาน จากตำแหน่งโค้ชทีมเยาวชนขึ้นมาทำหน้าที่แทนในช่วงต้นปี 2016 และอดีตจอมทัพเลือดน้ำหอม ก็สามารถกอบกู้สถานการณ์ต่างๆพร้อมพาทีมครองบัลลังก์ยุโรปได้เป็นสมัยที่ 11

    2017 – ซีดาน ทยอยปล่อยผลงานออกมาในซีซั่นแรกแบบเต็มตัวของเขา เริ่มต้นจากการเอาชนะ เซบีย่า 3-2 และครองแชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ ก่อนจะเดินทางไปญี่ปุ่นและคว้าชัยเหนือ คาชิม่า แอนท์เลอร์ส 4-2 ในนัดชิง ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ ต่อด้วยการสร้างสถิติไร้พ่าย 40 เกมส์ติดต่อกันโดยแซงหน้าตัวเลข 39 เกมส์ที่ บาร์เซโลน่า เคยทำไว้ในซีซั่นที่แล้ว จนทำให้ เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ ลา ลีกา สมัยที่ 33 และปิดท้ายด้วยการเป็นทีมแรกที่สามารถป้องกันแชมป์ UCL ได้จากการเอาชนะ ยูเวนตุส 4-1

    2018 – ต่อเนื่องมาถึงต้นฤดูกาล 2017-18 ราชันชุดขาว ยังโชว์ฟอร์มแรงต่อเนื่องด้วยการครองแชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ จากการเฉือนเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 2-1 ก่อนจะมาปราบ บาร์เซโลน่า ได้ด้วยสกอร์รวม 5-1 และครองถ้วย ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า แต่หลังจากนั้นฟอร์มในลีกของพวกเขาก็กลับดร็อปลงไป แต่สุดท้ายแล้วก็ยังสามารถผ่านเข้าไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ลีก และจัดการสยบ ลิเวอร์พูล ไปแบบราบคาบ 3-1 จนกลายเป็นทีมแรกที่ได้ชูถ้วยบิ๊กเอียร์ 3 ปีติดต่อกัน นับตั้งแต่ที่ บาเยิร์น มิวนิค เคยทำไว้ในช่วงยุคปี 70

    ศึก เอล กลาซิโก้

    ผู้สนับสนุนและศัตรูคู่อริ

    ที่นั่งส่วนใหญ่ในเกมส์เหย้าจะเป็นกรรมสิทธิ์ของแฟนบอลผู้ถือตั๋วรายปี ซึ่งมีตัวเลขอยู่ที่ราวๆ 65,000 ที่นั่ง และผู้ที่จะได้ครอบครองตั๋วปีก็ต้องอยู่ในสถานะสมาชิกของสโมสร นอกจากนี้ เรอัล มาดริด ยังมีกลุ่มผู้สนับสนุนร่วมอย่างเป็นทางการอีกราว 1,800 กลุ่มทั่วโลก พวกเขาเป็นทีมที่รั้งสถิติผู้ชมเฉลี่ยมากที่สุดเป็นอันกับ 2 ของสเปนจากตัวเลขกว่า 74,000 คนใน ซานติอาโก้ เบร์นาเบว และยังเป็นทีมแรกที่มีฐานผู้ติดตามแตะ 100 ล้านบัญชีบน เฟซบุ๊ค ในเดือนเมษายน 2017

    เอล กลาซิโก้ : เกมส์คู่ระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาร์เซโลน่า คือการเผชิญหน้ากันของ 2 มหาอำนาจทางลูกหนังที่ไม่เพียงแต่เป็นการประชันกันเพื่อครองความเป็นหนึ่งในประเทศแต่เพียงอย่างเดียว จากจุดเริ่มต้นทั้ง 2 ทีมเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของศัตรู 2 ฝั่งใน สเปน ที่ยังสะท้อนไปถึงแนวทางการเมืองและเรื่องของวัฒนธรรมระหว่าง กาตาลัน และ กาสติลเลี่ยน ผ่านความเข้มข้นในยุคสมัยสงครามกลางเมือง โดยจากสถิติที่ผ่านมาทั้งหมด ราชันชุดขาว ทำได้เหนือกว่าเล็กน้อยจากการชนะ 81 แพ้ 76 และเสมอ 36 ครั้ง ในรอบตัดเชือก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2001-02 เป็นศึก เอล กลาซิโก้ ในเวทียุโรปที่ถูกขนานนามจากบรรดาสื่อใน สเปน ว่าเป็น “แมตช์แห่งศตวรรษ” โดย เรอัล มาดริด สามารถผ่านไปได้ด้วยสกอร์รวม 3-1 จนก้าวขึ้นไปครองบัลลังก์แชมป์ยุโรปในท้ายที่สุด ซึ่งมีตัวเลขของผู้ชมการแข่งขันทั่วโลกกว่า 500 ล้านคน

    เอล เดร์บี้ มาดริเลนโญ่ : แอตเลติโก มาดริด คือทีมคู่แข่งที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงกัน จากเดิมที่เข้าใจกันว่า ทีมตราหมี เคยเป็นที่โปรดปรานของ นายพลฟรังโก้ ในยุคปี 40 ก่อนจะหันมาเทใจให้กับ เรอัล มาดริด หลังการประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในช่วงทศวรรษถัดมา นอกจากนี้เดิมทีสิ่งที่แบ่งแยกกลุ่มผู้สนับสนุนของทั้ง 2 ทีมยังมาจากฐานะของแฟนบอล โดยทางฝั่ง ราชันชุดขาว ก็มักจะเป็นกลุ่มคนชนชั้นกลางขึ้นไป ในขณะที่ผู้คนระดับรากหญ้าและชนชั้นแรงานจะเลือกเชียร์ฝั่ง แอตเลติโก อย่างไรก็ตามข้อแบ่งแยกตรงจุดนี้ก็ค่อยๆเลือนหายไปในปัจจุบัน

    ทั้ง 2 ทีมพบกันครั้งเป็นแรกในรังเหย้าเดิมของ เรอัล มาดริด ในเกมส์ลีกเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1929 ที่จบลงด้วยชัยชนะของเจ้าถิ่น 2-1 ก่อนที่จะเจอกันในเกมส์ยุโรปครั้งแรกในรอบรองชนะเลิศ ยูโรเปี้ยน คัพ 1959 ที่ เรอัล มาดริด ก็เป็นฝ่ายชนะไปอีก แถมยังสามารถก้าวขึ้นไปจนถึงตำแหน่งแชมป์ในภายหลัง อย่างไรก็ตาม แอตเลติโก ก็มาล้างแค้นได้ในรายการ โกปา เด เคเนราลิซิโม ที่สามารถเอาชนะคู่ปรับร่วมเมืองไปได้ 2 ปีซ้อนในปี 1960 และ 1961 ระหว่างปี 1961 ถึง 1989 ที่ โลส บลังโกส เรืองอำนาจอยู่ใน ลา ลีกา ก็ยังมี แอตเลติโก ที่หาญกล้าขึ้นมาท้าทายความสำเร็จจากการแย่งตำแหน่งแชมป์ได้ในปี 1966, 1970, 1973 และ 1977 มาจนถึงระยะหลังๆส่วนใหญ่แล้วก็ยังเป็น เรอัล ที่มักจะทำผลงานได้ดีกว่าในการเผชิญหน้ากัน โดยเฉพาะการโคจรมาพบกันในนัดชิงชนะเลิศ UCL ที่ เรอัล เป็นฝ่ายครองแชมป์ยุโรปไปได้ทั้ง 2 ครั้งในปี 2014 และ 2016

    Tags : , , ,

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    Search