เอดิสัน คาวานี่ (Edinson Cavani)

    19/04/2018 FIFA55DAY

    Edinson Cavani

    ชื่อเต็มของเขาคือ Edinson Roberto Cavani Gómez เกิดและโตที่เมืองซัลโต้ เป็นชาวอุรุกวัยโดยกำเนิด อย่างที่ทราบกันประเทศในแถบอเมริกาใต้เช่นอุรุกวัยหรือประเทศอื่นๆข้างเคียงนั้น ต่างก็มีปัญหาเศรษฐกิจและประชาชนก็ค่อนข้างยากจน มีความเป็นอยู่แร้นแค้น ครอบครัวของคาวานี่ก็ไม่ต่างกัน บางครั้งพ่อแม่ของเค้า แทบจะหาอาหารเย็นมาให้เค้ากับพี่อีกสองคนกินไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ครอบครัวและตัวคาวานี่เองก็ถูกปลูกฝังให้รักในฟุตบอลมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว โดยที่มีพ่อ หลุยส์ คาวานี่ เคยเป็นอดีตนักฟตบอลมาก่อน จึงได้สอนและฝึกหัดทักษะพื้นฐานการเล่นให้ และสิ่งนี้เองช่วยให้คาวานี่มีความสนใจอย่างจริงจังเรื่องกีฬาชนิดนี้ตั้งแต่นั้นมา ในที่สุดเค้าก็นำทักษะนี้มาพัฒนาใช้เป็นนักบอลข้างถนน ที่มีความสามารถตั้งแต่นั้นมา

    ก่อนที่จะอายุถึง 10 ขวบ พี่ชายสองคนโตสามารถกลายเป็นนักบอลอาชีพได้ไปก่อน แต่สำหรับคาวานี่ พ่อแม่ไม่ได้กดดันเค้าต้องให้ไล่นามความฝันหรือเร่งรัดที่จะต้องเป็นนักบอลให้ได้ ถึงกระนั้น ตอนอายุยังไม่ถึง 10 ขวบ เค้าก็เล่นฟุตบอลกับเด็กที่โตกว่าเยอะแล้ว นั่นทำให้ถูกเอาเปรียบและต้องโดนไล่เตะไล่บี้จากรุ่นพี่เพราะสู้ไม่ได้ไปบ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เค้ายอมแพ้และเลิกเล่นบอลแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลายมาเป็นเด็กที่เติบโตมาได้อย่างแข็งแกร่งมีพรสวรรค์และมุ่งมั่น เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น Edinson Cavani ขอเข้าร่วมกับทีมเยาวชนของเมือง ได้พิสูจน์ตัวช่วงไม่กี่เดือนแรกในการเก็บตัวซ้อมกับเด็กคนอื่นๆ ด้วยประสบการณ์การเล่นระดับจริงของทั้งพ่อและพี่ชายคนโต ได้ช่วยให้คาวานี่สามารถฝ่าฟันการทดสอบฝีเท้าและการเคี่ยวเข็ญในทีมจนได้เป็นหนึ่งในทีมชุดที่ชื่อว่า ดานุบิโอ ประจำปี 2006 ในที่สุด ตอนนี้เองที่ผู้คนเริ่มจะได้ยินชื่อเสียงของเค้า รับทราบถึงความสามารถที่โดดเด่นของเด็กหนุ่มที่ชื่อ เอดิสัน คาวานี่ ในฐานะกองหน้าที่มีความเฉียบคม ทั้งแข็งแกร่งรูปร่างกำยำ แต่ก็รวดเร็ว เล่นได้ดีทั้งกลางอากาศและบนพื้น ยังเล่นลูกตั้งแต่ยิงฟรีคิ้กก็ได้ ตำแหน่งที่เริ่มเล่นนั้น แม้จะเป็นกองหน้าตัวเป้า แต่บางครั้ง เค้าก็เล่นเป็นตัวต่ำได้ เพราะความขยันที่วิ่งไล่บอลได้ไม่มีวันเหนื่อย ยังสามารถโดนปรับไปเล่นปีกได้อีกด้วย

    ในที่สุดเมื่อเล่นกับทีมท้องถิ่นทีมนี้ได้เพียง 2 ปี ก็สร้างชื่อเสียงได้ให้ตัวเองดังมากขึ้น ไม่เพียงแค่ในทวีปอเมริกาใต้อีกต่อไปแล้ว แต่ตอนนี้ดังไปไกลถึงยุโรปด้วย มีทีมจากอิตาลีจับตาดูเค้ามากมายและ เช่นเดียวกับอดีตดาวดังชาวอุรุกวัยหลายคนที่ย้ายมาเล่นแล้วก็ดังถึงระดับโลกในที่สุด เช่น ฟองเซก้า หรือ ฟอร์ลัน ที่ไปเล่นในสเปน เค้าตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งกับ ทีมปาร์เลโม่ ที่ได้ยื่นข้อเสนอซื้อตัวเค้ามาเป็นทีมแรก ด้วยจำนวนเงิน 4.5 ล้านยูโร แม้ว่าจะมีข่าวว่าทีมใหญ่กว่านี้ ทั้งมิลานและยูเว่กำลังจับตาดูก็ตาม หลังจากนั้น ชีวิตในการค้าแข้งก็เปลี่ยนไป การเดินทางสู่การเป็นนักเตะระดับโลกเริ่มขึ้นแล้ว

    คาวานี่ เล่นให้กับทีมใหม่แห่งอิตาลี อยู่ 4 ปี ทั้งหมด 109 เกมในลีก ยิงไปได้ 34 ประตู หลังจากนั้นในปี 2010 คาวานี่ก็ได้ย้ายทีมไปเล่นกับสโมสรที่ 2 ในอิตาลี คือ นาโปลี ด้วยค่าตัวที่เพิ่มไปมากขึ้นถึง 17 ล้านแล้วตอนนี้ และการเล่นของเค้าก็ตอบแทนค่าตัวได้อย่างดีเมื่อยังแสดงความร้อนแรง ช่วยให้นาโปลี ได้แชมป์ เป็นแชมป์แรกในชีวิตของเค้าด้วย นั่นคือการ คว้าถ้วย โคปป้า อิตาเลีย ในปี 2011-2012 ด้วยการเป็นดาวยิงสูงสุด 5 ประตูประจำทัวนาเม้น แถมยังยิงระเบิดในกัลโช่ด้วยจำนวน 33 ประตู แต่ตัวเลขก็ก้าวกระโดดไปอีกในปีที่ 3 ของเค้ากับนาโปลีืด้วยจำนวนทวีมากถึง 38 ลูก ได้รางวัลดาวยิงสูงสุดประจำเซเรียอา ด้วยตัวเลข 29 ประตู และในปี 2013 ได้ย้ายไปร่วมทรมกับสโมสรต่างแดนอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ ประเทศฝรั่งเศษเมื่อ ทีมยักษ์ใหญ่อย่าง ปารีส แซงต์ แชรกแมง ตอนนั้นกำลังเป็นข่าวดัง เพราะว่าได้ทุนเงินหนุนหลังในการเสริมทัพแบบบ้าระห่ำ ทุ่มเงินมหาศาลซื้อตัวสตาร์มากมายจากทั่วโลกไปโกยแชมป์ และพวกเค้าก็ เล็งตัวกองหน้าตัวใหม่เป็นคาวานี่นี้เอง จนเสนอเงินมหาศาลถึง 64 ล้านยูโร มากเป็นประวัติกาลสูงสุดในประเทศฝรั่งเศษ และก็ไม่ผิดหวังกับค่าตัวอีกเมื่อทีมปารีส สามารถคว้าแชมป์มากมายด้วยการมีคาวานี่ยืนหอก คือ ลีกเอิง 3 สมัย ถ้วยบอลใหญ่ของฝรั่งเศษ 4 สมัย และถ้วยเล็กอีก 3 สมัย นับว่าประสบความสำเร็จที่สุดในชีวิตกับปารีส ยังช่วยกันสร้างให้ทีมเป็นมหาอำนาจขั้วใหม่ของลีกเอิงในยุคปัจจุบัน

    ส่วนในทีมชาติ Edinson Cavani ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน ติดทีมชาติมากมายและในปี 2008 เป็นเกมแรกที่เค้าได้ประเดิมสนามให้กับอุรุกวัยในนัดที่เจอกับโคลอมเบีย และหลังจากนั้นจนถึงทุกวันนี้ เค้าติดทีมชาติไปทั้งหมด 100 เกมและยิงไปกว่า 42 ประตูในทีมชาติแล้ว เป็นรองเพียง หลุยส์ ซัวเรส ดาวยิงสูงสุดของบาร์ซ่าเพียงเท่านั้น ในระดับชาตินั้น ทำผลงานได้ไม่แพ้กันเมื่อได้เล่นในทัวร์นาเม้นการแข่งขันดังๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอลโลกปี 2010 ฟุตบอลโคป้าอเมริกาในปี 2011 ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชั่นคัพปี 2013 จนถึงบอลโลกปี 2014 และ โคปป้า อเมริกา 2015 จนล่าสุด เล่นบอลโลกรอบคัดเลือกสำหรับ ฟุตบอลโลกปี 2018 เพิ่งจะเสร็จสิ้นไปและได้สิทธิเรียบร้อยแล้ว ด้วยความยอดเยี่ยมสามารถเป็นดาวซัลโวของรอบคัดเลือกทวีปอเมริกาใต้ไปด้วยจำนวน 10 ประตูด้วยกัน

    เขาเล่นเกมเปิดตัวนัดแรกกับลีกอิตาลี ในปี 2007 ด้วยการลงเตะให้กับปาร์เลโม่แข่งกับฟิออเรติน่า ตอนที่ทีมตามอยู่ประตู 0-1 และก็สร้างความตื่นเต้นทันทีเมื่อยิงประตูตีเสมอให้ได้ ทันทีในนาที 70 แต่ที่น่าสนใจมากคือ ประตูเปิดตัวลูกนี้ของเค้าสวยงามมาก มีความคล้ายคลึงกับลูกยิงของ มาโก แวน บาสเทน ที่ยิงในนัดชิงชนะเลิศ บอลยูโร 1988 ที่เป็นตำนานเรียกว่าลูกยิงใบไม้ร่วง ทว่าในฤดูกาลที่สองของเค้ากับทีม รอสซาเนโร่ กลับพบความยากลำบากเข้าไปอีกเมื่อ ในทีมมีศูนย์หน้าที่ฝีเท้าเยี่ยมไม่แพ้กันอีกสองคนในทีมอยู่แล้ว และทำให้ต้องแข่งขันแย่งชิงตำแหน่งตัวจริงอย่างดุเดือด ทั้งสองคนคือ อเมารี และ ฟาบริซิโอ มิคโคลี่ ทีมชาติอิตาลีทั้งคู่ ทำให้โอกาสลงเล่นของเค้ามีไม่เยอะมากเท่าที่ควร แต่ว่าทุกอย่างดีขึ้นเมื่อ อเมารีได้รับความสนใจและถูกยูเวนตุสดึงตัวไปร่วมทีมในที่สุด ในปี 2008 ทำให้เหลือเพียง เค้ากับ มิคโคลี่ 2 คน จนทำให้ทั้งคู่ สร้างการเล่นประสานงานกันฐานะกองหน้าคู่ที่รู้ใจกันได้อย่างสุดยอด และเป็นตัวจริงตัวหลักพร้อมกันอย่างเหนียวแน่น เพราะว่าในขณะที่คาวานี่สูงใหญ่และแข็งแกร่งมาก มิคโคลี่ คู่หูเตี้ยแต่เร็วคล่องและจี๊ดมาก ทำให้คาวานี่ยิงไปถึง 14 ลูกด้วยกัน ตอนนั้นได้ชื่อเล่นฉายาจากการเล่นว่า “El Matador” แปลว่า นักสู้วัวกระทิง

    เพราะว่าความนิ่งเวลาอยู่หน้าปากประตูและยิงแต่ละลูกด้วยความมั่นใจไม่มีสั่นลนลาน ไม่ว่าจังหวะจะมารูปแบบไหน ดุจดั่งนักสู้วัวที่แม้ว่าวัวจะพุ่งมาด้วยความเร็ว ดุดันแต่เค้าก็จะหลบมันพ้นด้วยความแม่นยำเสี้ยววินาทีไม่มีความกลัวตายอย่างใด นอกจากนั้น ในตอนที่เล่นกับนาโปลี ทั้งโค้ชที่มีกึ๋นยอดเยี่ยมอย่าง วอลเตอร์ เซงก้า กับ เดลิโอ รอสซี่ นั้น ต่างช่วยกันทำทีมได้อย่างน่าชื่นชม ช่วยฝึกสอนพัฒนาขีดความสามารถของคาวานี่ได้อย่างมาก นำพาให้ทั้งเค้าและทีมปาร์เลโมได้ไปเล่นในบอลยุโรปอีกด้วย ถัดมาในปี 2010-2011 เป็นฤดูกาลแรกที่ย้ายมาเล่นกับนาโปลี ตอนแรกเป็นสัญญาแบบยืมตัวก่อน มูลค่าเริ่มต้นที่ 5 ล้านบวกกับออปชั่นซื้อขาดอีก 12 ล้านยูโร และทำประตูได้ 4 เกมการแข่งขันจริงแรกได้ครบทุกเกมด้วยรวมถึงในเกมยูฟ่าคัพเช่นกัน นับเป็นสถิติการเปิดตัวที่ดีมาก หลังจากนั้นยังทำประตูได้เรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง มีการยิงให้ทีมพลิกเกมและตีเสมออยู่บ่อย ในทีมนาโปลีชุดนั้นถือว่าเป็นทีมรุ่นหนุ่มซึ่งประกอบไปด้วยสตาร์คนอื่นอย่าง มาเร็ก ฮัมสิก และ เอเซเกล ลาเวซซี่ ที่เป็น 3 ประสานกันอย่างลงตัว เท่านั้นไม่พอ… เมื่อเจอทีมใหญ่หรือเกมใหญ่ๆที่ต้องตัดสินการเข้ารอบหรือมีความสำคัญ คาวานี่ก็แสดงตัวว่าเป็นที่พึ่งของทีมด้วยจิตใจที่แข๋งแกร่งดุจหินผาได้เสมอ เช่นการยิงนาทีสุดท้ายทดเวลาเจ็บ ให้ทีมเข้ารอบยูฟ่าคัพ เอาชนะ สเตอัว บูคาเรสต์ ไปได้ หรือในการอัดแฮตทริคใส่ยูเว่ในปี 2011 แบบที่ลูกสุดท้ายเป็น การยิงแบบลูกดีดแบบแมงป่องสวยสดงดงาม

    หลังจากเซ็นต์สัญญายาวฉบับใหม่ ทำให้เจ้าตัวอยู่ยาวขึ้นแล้ว ก็ถึงเวลาที่เค้าจะพานาโปลีไปเล่นบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก เป็นครั้งแรกในชีวิต ทำได้อย่างดีสมกับความกระหาย โดยแม้จะถูกจับให้เจอกับทีมใหญ่อย่างเรือใบสีฟ้า แมนซิตี้ เขาก็ยังช่วยยิงประตู่ใส่ทีมเรือใบทั้งเหย้าและเยือนไปได้ ให้ทีมทะลุเข้ารอบจับสลากเหย้าเยือนไปได้อย่างประหลาดใจ และไปก็มาจับสลากเจอกับ ทีมสิงโตน้ำเงินครามเชลซี จากเกาะอังกฤษทีมใหญ่อีกทีม ซึ่งในเกมแรกที่บ้านตัวเอง นาโปลีเปิดสนามที่เนเปิ้ล ไล่อัดเชลซีโดยคาวานี่ยิงได้สองลูกและยังส่งอีกลูกให้ลาเวซซี่ยิง ทำให้เกมแรกคว้าชัยกุมความได้เปรียบไปก่อน 3-1 แม้ว่าในแมตซ์สองที่บ้านเชลซี นาโปลี จะต้านไม่ไหวต้องแพ้ไปในสกอร์รวม อย่างน้อย คาวานี่ก็นำทีมนาโปลีสำแดงเดชฟุตบอลที่มีคุณภาพประทับใจแฟนบอลทั่วโลกในปีนั้น

    เข้าช่วงปี 2013 ในที่สุดท่ามกลางกระแสข่าวหลากหลายทิศทาง ว่ามีสโมสรระดับยักษ์ใหญ่มากมายเช่น แมนซิตี้ เชลซี และมิลานกำลังคลั่งอยากได้ตัวคาวานี่ที่กำลังฮ็อตไปร่วมทีมกันนาเป็นมัน ในที่สุดก็เป็น ทีมจากฝรั่งเศษอย่าง ปารีส แซงต์ แชรกแมง ทุ่มเงินก้อนใหญ่เป็นอันดับหกของสถิติโลกฟุตบอล คือ 64 ล้านยูโร ได้ตัวคาวานี่มาร่วมทีมในเดือน ก.ค. ปี 2013 ทำลายสถิติของราดาเมล เฟาเคา 60 ล้านยูโรที่เพิ่งจะย้ายไปร่วมทีมโมนาโกในลีกเอิงเช่นเดียวกันในปีนั้น และยังทำให้คาวานี่ได้ย้ายตามลาเวซซี่ที่มาอยู่กับปารีสก่อนหน้าแล้วประสานงานกันอีกครั้ง เขาไม่ทำให้ทีมใหม่ผิดหวังเลย ไม่ต้องเสียเวลาปรับตัวกับลีกฝรั่งเศษเลย หลังเพียงแค่ปีแรก ก็ยิงรวมทุกรายการไปถึง 25 ลูกจาก 43 เกมทุกรายการ และได้ถ้วยใบแรกเป็น บอลถ้วยฝรั่งเศษในปี 2014

    แน่นอน… เขาคงยังทำผลงานได้ดีขึ้นไปอีกเมื่อเข้าสู่ปีที่สองของตัวเองในฝรั่งเศษ หลังปี 2014-2015 เค้าคว้าแชมป์กับปารีสได้ถึง 3 รายการทั้งหมดของภายในประเทศฝรั่งเศษ หรือที่เรียกกว่าทริปเปิ้ลแชมป์ บอลลีกกับบอลถ้วยอีก2 ถ้วยซ้อน เป็นปีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในชีวิตการค้าแข้งของตัวเอง และยังเป็นการช่วยสถาปนาให้สโมสรปารีสได้กลับมาครองบัลลังก์ของเจ้าแห่งลีกเอิงอีกครั้งด้วย หลังจากนั้นในปีล่าสุด คาวานี่ ก็ได้ต้อนรับการมาของอีก 2 สตาร์ระดับโลกอย่าง เนย์มาร์ ที่ย้ายมาจากยอดทีมอย่างบาร์ซ่าเพื่อหาความท้าทายใหม่ๆ และ เอ็มบัปเป้ ดาวรุ่งพุ่งแรงจากทีมร่วมลีกเอิงโมนาโกที่ทุบราคาสถิติค่าตัวนักเตะกระจาย ส่งผลให้คาวานี่ไม่ได้เป็นวันแมนโชว์คนเดียวของทีมอีกต่อไป แต่มีเพื่อนๆมาร่วมงานเป็น 3 ประสานแดนหน้าถล่มประตูและพาทีมไล่ต้อนคู่แข่งกระเจิงจนถึงทุกวันนี้

    ด้านฟุตบอลทีมชาติ ย้อนไปในปี 2007 ได้เริ่มรับใช้ทีมชาติอุรุกวัยก่อน ในชุดรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี รายการชิงแชมป์ ทวีปอเมริกาใต้ และเค้าเองได้รางวัลดาวซัลโวที่ 7 ประตูจาก 9 เกมด้วย ต่อมา ในปี 2008 ก็ถูกเรียกตัวไปติดทีมชุดใหญ่ในที่สุด ประตูแรกที่ยิงได้ในทีมชุดใหญ่มาจากเกมเสมอกับโคลัมเบียไป 2-2 ที่การยิงของเค้ามาจากกึ่งกลางบริเวณครึ่งสนามตอนสวนกลับด้วย ทำให้หลังจบเกม กุนซือ วิลล่า โบอาส ต้องออกมาชมคาวานี่ว่าเป็นผู้เล่นที่มีความมสามารถที่เหลือเฟือในการสรรหาวิธีที่ต้องใช้เทคนิคยากๆ ผสมกับความเร็วของการคิด ที่ทำให้เกิดประตูสวยๆและหายากได้บ่อยมาก ในเกมบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2010 Edinson Cavani มีโอกาสแสดงฝีเท้าได้อย่างเต็มที่ เพราะอุรุกวัยสามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายได้ด้วย นำโดยคาวานี่และซัวเรส ทำผลงานได้เหลือเชื่อเป็นม้ามืดประจำการแข่งขัน โดยคาวานี่สามารถทำประตูในเกมเจอเยอรมันได้ด้วย นอกจากนั้น ได้แชมป์แรกในระดับนานาชาติกับอุรุกวัยในปี 2011 ต่อมากับทัวนาเม้น โคปาอเมริกา เมื่ออุรุกวัย ได้ผ่านทะลุเข้าไปรอบชิงชนะเลิศกับปารากวัย อย่างน่าประหลาดใจทั้งงาน ทีมชาติที่เต็มไปด้วยยอดนักเตะชุดนั้นก็ช่วยกันถล่มปารากวัยไป 3-0 เอาชนะไปอย่างขาดลอย ทำให้อุรุกวัยได้แชมป์ประจำทวีปสมัยที่ 15 ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ตัดหน้าทีมดังอื่นๆ อย่างบราซิล และ อาร์เจนติน่าขาประจำไป และจนถึงตอนนี้เค้าติดทีมชาติไปแล้วกว่า100 นัดด้วยกัน

    สำหรับนักเตะรายนี้ การเล่นของเค้านั้นมองเห็นได้ชัดในตำแหน่งกองหน้า เพียงมองดูส่วนสูงความเร็วและความแข็งแกร่งแล้วก็น่าจะทราบได้ว่าเค้ายิงประตูได้ทั้งบนพื้นและกลางอากาศ เทคนิคที่ดียังช่วยให้ยิงลูกแบบที่ต้องใช้ทักษะยากๆได้บ่อย รวมทั้งความเร็วที่สวนทางกับความใหญ่หนาทำให้กองหลังรับมือยากมาก แถมเวลามองความสง่างาม ผมยาวสลวยของคาวานี่แล้ว ดูดุจเจ้าชายจากเทพนิยายกรีกอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม คงต้องเปรียบเทียบกับกองหน้าตำนานอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ถึงน่าจะเหมาะสมที่สุดเพราะว่า มีีสรีระที่คล้ายกันมากและยังเป็นยอดดาวยิงของทีมปารีสมาแล้วทั้งสองคน ดังนั้น ถ้าจะให้เริ่ม คงต้องยอมรับว่า เรื่องการยิงประตูอย่างเดียวเพรียวๆ คงจะเทียบกับซลาตันยาก ถึงแม้ว่าคาวานี่จะยิงให้เยอะมากใน 3 ปีแรกที่เล่นกับปารีสแถมยังเทียบได้เลยด้วยตัวเลข 1.10 ประตูต่อเกมของเค้ากับซลาตันทำให้ดูสูสี แต่ทว่าถ้ารวมทุกเกมที่ซลาตันเคยเล่นนำมาคิดสัดส่วนด้วยแล้ว ซลาตันทำได้อย่างเหลือเชื่อด้วยตัวเลข 1.34 ประตูต่อเกม เพราะปีท้ายๆของเค้ากับปารีสเรียกว่ายิงแหลกจนใครเทียบยากเลย

    ซลาตันยังยิงได้แถมพาทีมได้แชมป์ด้วยเพราะแต่ละลูกเป็นลูกสำคัญที่ตัดสินเกมได้ ในขณะที่คาวานี่นั้นทำให้ทีมได้แชมป์มากไม่เท่า แถมเสียแชมป์ให้โมนาโกด้วย อย่างที่เราจะเห็นได้ชัดในเกมเจอกับโมนาโกในโปรแกรมบอลแมตซ์สำคัญ คาวานี่พลาดโอกาสทองถึง 3 หน ทำให้ทีมทำได้แค่เสมอและอดพลาดการทำสามแต้ม เสียหายโดยตรงกับการขับเคี่ยวแย่งแชมป์ ยังมีในเกมอื่นๆอีกด้วยที่เค้าต้องเจอกับเกมที่ตัดสินเป็นตาย เวลาแข่งกับทีมอื่นๆเค้าก็ไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูได้ ทำให้ต้องส่งผลเสียแชมป์ให้โมนาโกในปีนั้นในที่สุด ทั้งหมดนี้จะสรุปได้ว่าในการยิงประตูนั้น คาวานี่มีทักษะที่ดีอยู่แล้ว แต่ยังต้องพัฒนาด้านจิตใจเพื่อให้แข็งแกร่งและนิ่งในการพาทีมตัดสินผลแพ้ชนะได้ด้วยลูกยิงของเค้าในอนาคต เรื่องการจ่ายบอลซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ศูนย์หน้าควรจะมีความสามารถที่จะช่วยให้ทีมประสานงานกันคล่องมากขึ้น สร้างสรรค์ เกมในแดนหน้าโดยเฉพาะกับทีมใหญ่ๆที่เรียกร้องจากสตาร์ทั้งหลายนั้น คาวานี่เมื่อเทียบกับอิบราฮิโมวิชแล้วแทบจะเทียบไม่ติดเลย เมื่ออิบราจ่ายบอลถึง 41 ครั้งเฉลี่ยต่อเกม แต่คาวานี่จ่ายเพียง 15 ครั้งเท่านั้น ทำให้เห็นได้ว่าคาวานี่ไม่ได้มีส่วนในการทำเกมเท่าไรในบริเวณด้านข้างหรือจากหน้าเขตโทษ นอกจากนั้น อิบรายังเป็นศูนย์รวมของการบุกของทีมอีกด้วยขนาดที่คาวานี่เป็นตัวจบสกอร์มากกว่า

    ในด้านการช่วยเกมรับ หรือที่เรียกว่าการป้องกันที่เรียกร้องให้ศูนย์หน้าต้องวิ่งบีบไล่บอลและเพรสซิ่งใส่ฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่แดนหน้านั้น เป็นจุดเด่นของคาวานี่ เพราะว่าเขาเทียบชั้นกับกองหน้าจอมขยันเช่น หลุยส์ ซัวเรส และ ดิเอโก้ คอสต้า โดยทำตัวเลข เข้าปะทะชนะหรือ แทคเกิ้ล ได้มากถึง 0.5 ครั้งต่อเกม ส่วนสูงของการได้เปรียบเมื่อแย่งบอลโหม่งทำให้เค้าช่วยทีมป้องกันลูกตั้งเตะแดนตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพพอกับซลาตันเลยทีเดียว ในด้านการดวลเดี่ยวหรือการเลี้ยงหลบคู่ต่อสู้นั้น คาวานี่มีตัวเลขที่น่าสนใจคือ มีตัวเลขต่ำมากที่ 0.16 ครั้งที่เลี้ยงผ่านต่อเกม แต่ว่ามาจากตัวเลขความพยายามครั้งที่มากที่ 35% นั้น ก็หมายความว่าเค้าได้พยายามใช้ความเร็วและทักษะพาบอลหนีหรือเลี้ยงกระชากหากองหลังแล้วแต่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ คาวานี่ชอบจะเป็นตัวปิดสกอร์มากกว่าในธรรมชาติการเล่นบนสนาม ส่วนในเรื่องการโหม่งบอลและการกระโดดแย่งลูกกลางอากาศนั้น ถือว่าทำได้ดีเมื่อเทียบกับซลาตันที่สูงกว่าพอสมควรและมีลูกโหม่งที่คมด้วยเหมือนกัน นี่คือการเทียบคร่าวๆ ระหว่าง เอดิสัน คาวานี่ กับ พระเจ้า ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ดังนั้น เมื่อเทียบกันแล้ว คาวานี่แม้จะถล่มประตูได้ดีกว่าแต่เมื่อเทียบรายละเอียดการเล่นกับดาราระดับโลกบางคนแล้วเค้ายังมีหนทางอีกยาวไกล

    เมื่อเป็นนักบอลแล้ว บางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้กับการมีปัญหากับเพื่อนร่วมทีม เช่น การทะเลาะกัน หรือ ขัดใจกันทั้งที่มองไม่เห็นในสนามเพราะ อยู่ในห้องแต่งตัว หลังฉาก เบื้องหลังจอ แต่บางครั้งก็เห็นกันชัดๆเต็มตาแฟนบอลเลย เช่น กรณีที่โด่งดังของคาวานี่เช่นกัน เมื่อปี 2017 ที่เค้าโดนจับภาพชัดๆเมื่อได้ลูกจุดโทษให้กับทีม เกมที่กำลังชนะลียง 2-0 ดันกลายเป็นว่า เค้ากับเนย์มาร์ที่เพิ่งย้ายมาใหม่ๆสดๆร้อนๆจากบาร์ซ่า กลับแย่งกันและเถียงกันต่อหน้าแฟนบอลและกล้องว่าใครจะเป็นคนยิง เพราะมีการเล่ากันว่าเนย์มาร์ที่เพิ่งมาใหม่นั้น ไม่ได้ให้ความเคารพกับรุ่นพี่ที่ได้รับมอบหมายให้เตะจุดโทษประจำอยู่ก่อนแล้ว และมักจะมีการมองว่าเป็นการชนกันของซุปเปอร์สตาร์เมื่อมีระดับเดียวกันมาอยู่ด้วยกันยังไงยังงั้น ทำให้มีการถกเถียงกันและพูดกันเป็นเวลาหลายเดือนเลยด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์นั้น ก็มีนักข่าวไปสัมภาษณ์ สิ่งที่อยู่ในใจของคาวานี่ เค้าให้คำตอบอย่างลูกผู้ชายว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้เป็นสิ่งปกติธรรมดาบนสนามฟุตบอลอยู่แล้ว แต่สำหรับคาวานี่เองแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเค้าไม่ใช่ตัวเอง แต่เป็นชัยชนะของทีมและผลประโยชน์ของเพื่อนร่วมทีมที่ต้องมาก่อนเสมอ ที่สำคัญเรื่องแบบนี้ปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของโค้ชดีกว่าและการตัดสินใจที่ดีนั้นจะช่วยให้ทีมแข่งขันกันเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดของทีมด้วย

    วันเดือนปีเกิด : 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1987

    สโมสรปัจจุบัน (ฤดูกาล 2017-2018) : Paris Saint-Germain

    เอดิสัน คาวานี่

    Tags : ,

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    Search