พลิกแฟ้มประวัติ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ดาวเตะขวัญใจมหาชน

    21/12/2018 newsmod

    เอ็นโกโล่ ก็องเต้

    เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (N’Golo Kanté) เป็นนักเตะชาวฝรั่งเศสที่ลงเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับให้กับ เชลซี และ ทีมชาติฝรั่งเศส เขาเกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 1991 (อายุ 27 ปี) ใน กรุงปารีส จากครอบครัวชาวมาลีที่อพยพเข้ามาในประเทศ เขาเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับ บูโลญจน์ ทีมในระดับล่างของประเทศ จนได้ขยับไปอยู่กับ ก็อง ทีมเล็กๆในระดับ ลีก เอิง และใช้เวลาที่นั่น 2 ฤดูกาล ก่อนจะย้ายข้ามฟากไปร่วมทีม เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 2015 ด้วยค่าตัว 5.6 ล้านปอนด์ และร่วมสร้างผลงานระดับเทพนิยายด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ภายในฤดูกาลเปิดตัว จนกระทั่งปีถัดมา เขาก็ถูก เชลซี ดึงไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 32 ล้านปอนด์ และสามารถคว้าแชมป์ลีกได้ภายในปีแรกที่ย้ายเข้ามา รวมถึงการคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมจากทั้ง 3 สถาบัน และยังเป็นนักเตะเอาท์ฟิลด์คนแรกที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้ติดต่อกันจาก 2 สโมสร ต่อจาก เอริค คันโตน่า ที่เคยทำไว้ในปี 1992 และ 1993 ก็องเต้ เริ่มติดทัพตราไก่ครั้งแรกในปี 2016 เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ได้ตำแหน่งรองแชมป์ ยูโร 2016 ก่อนที่ 2 ปีต่อมาจะประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยการเป็นขุมกำลังของทีมชุดที่คว้าแชมป์ ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2018

    เส้นทางในระดับสโมสร
    บูโลญจน์
    ก็องเต้ เริ่มต้นฝึกปรือฝีเท้าตั้งแต่วัย 8 ขวบกับ JS Suresnes สโมสรท้องถิ่นในย่านตะวันตกของมหานคร และใช้เวลาอยู่ที่นั่นนานนับ 10 ปีโดยรอดพ้นสายตาจากบรรดาแมวมองของทีมใหญ่ๆ เนื่องจากรูปร่างที่ค่อนข้างเล็กและสไตล์การเล่นที่ไม่เห็นแก่ตัวของเขา จนกระทั่งปี 2010 บูโลญจน์ ก็เข้ามาติดต่อทาบทามผ่านทางประธานสโมสร Suresnes และตกลงที่จะดึงตัว ก็องเต้ ไปร่วมทีมสำรองของพวกเขา ก่อนจะมีโอกาสประเดิมอาชีพนักเตะในนัดปิดฤดูกาล ลีก เดอซ์ หลังจากที่ทีมตกชั้นไปก่อนหน้านั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในเกมส์ที่พ่ายแพ้คาบ้านให้กับ โมนาโก 1-2 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2012 โดยมีโอกาสลงสนามในช่วงประมาณ 10 นาทีสุดท้าย ระหว่างฤดูกาล 2012-13 เขากลายเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมที่ลงเล่นอยู่ใน ดิวิชั่น 3 ของประเทศ และพลาดโอกาสลงสนามในเกมส์ลีกไปเพียงแค่นัดเดียว ก็องเต้ ยิงประตูแรกในชีวิตค้าแข้งและยังเป็นประตูชัยให้ทีมเอาชนะคู่แข่งได้เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2012 ก่อนจะยิงเพิ่มได้อีก 2 ลูกภายในซีซั่นนั้น

    ก็อง
    ในปี 2013 เขาย้ายมาอยู่กับ ก็อง และทำประตูแรกของตนเองได้ตั้งแต่การเล่นนัดที่ 2 จากประตูตามตีเสมอก่อนที่ทีมจะเอาชนะ ลาวาล ไปได้ 2-1 เขามายิงได้อีกหนึ่งลูกในแมตช์เยือนกลางเดือนเมษายน 2014 จากประตูไล่ตีเสมอก่อนจะแซงนำ อิสทร์ 2-3 โดยหลังจากลงเล่นครบทั้ง 38 เกมส์พร้อมมีส่วนช่วยให้ ก็อง คว้าอันดับที่ 3 ของ ลีก เดอซ์ ก็ทำให้เขาได้สิทธิ์เลื่อนชั้นขึ้นสู่ ลีก เอิง พร้อมกับทีมภายในฤดูกาลแรก ในวันที่ 9 สิงหาคม 2014 ก็องเต้ สามารถยิงประตูแรกในลีกสูงสุดของประเทศได้ในนัดเปิดฤดูกาล จากการบุกไปถล่ม เอวิยอง 0-3 และยังยิงได้อีกใน 2 สัปดาห์ต่อมาจากเกมส์ที่บุกไปเก็บ 3 คะแนนจาก แร็งส์ ด้วยสกอร์ 0-2 ตลอดฤดูกาลนั้นเขาลงเล่นใน ลีก เอิง ไปทั้งหมด 37 นัด โดยพลาดไปเพียงแค่เกมส์เดียวจากสาเหตุติดโทษแบนหลังถูกไล่ออกจากสนามในนัดที่พ่ายคาบ้านให้กับ แรนส์ 0-1 และยังเป็นเจ้าของสถิติแย่งบอลได้มากที่สุดจากบรรดาผู้เล่นทั่วทั้งยุโรป

    เลสเตอร์ ซิตี้
    ในขณะที่กำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมกับ ก็อง เขาก็ตกเป็นเป้าสายตาของ สตีฟ วอลช์ แมวมองของ เลสเตอร์ ซิตี้ ผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการชักจูง เจมี่ วาร์ดี้ และ ริยาด มาห์เรซ เข้าสู่ทีมมาโดยตลอด จนกระทั่งวันที่ 3 สิงหาคม 2015 ก็องเต้ ก็ได้เซ็นสัญญายาว 4 ปีด้วยค่าตัวย้ายทีมราว 5.6 ล้านปอนด์เพื่อมาอยู่กับ เดอะ ฟ็อกซ์ เขามีโอกาสประเดิมสนามในนัดเปิดฤดูกาล พรีเมียร์ลีก จากการถูกเปลี่ยนลงมาแทน วาร์ดี้ ในช่วง 8 นาทีสุดท้ายจากชัยชนะ 4-2 ในบ้านเหนือ ซันเดอร์แลนด์ ก่อนจะมายิงประตูแรกได้ในวันที่ 7 พฤศจิกายนจากเกมส์ที่เปิดรัง คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เฉือนเอาชนะ วัตฟอร์ด 2-1 หลังจากปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้เป็นอย่างดีและเริ่มโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ก็ทำให้ ก็องเต้ เริ่มถูกจับตามองในวงกว้างและได้รับคำชมมากมายจากฟอร์มการเล่นที่สม่ำเสมอ จนกระทั่งถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ทีมก้าวขึ้นไปจนถึงบัลลังก์แชมป์จากสถิติการตัดบอลและแย่งบอลอันโดดเด่น ในช่วงเดือนเมษายน เขาคือ 1 ใน 4 ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ที่ติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล ก่อนจะจบซีซั่นนั้นด้วยผลงานการแย่งบอล 175 ครั้ง (มากกว่าอันดับรอง 31 ครั้ง) และตัดบอลได้ 157 ครั้ง (มากกว่าอันดับรอง 15 ครั้ง) จนกลายเป็นเจ้าของสถิติเกมส์รับที่ดีที่สุดของฤดูกาล 2015-16 หลังจบฤดูกาลนั้น ก็องเต้ คือผู้เล่นตัวหลักเพียงคนเดียวที่ย้ายออกมาในช่วงซัมเมอร์ 2016 อย่างไรก็ตามการจากไปของเขาก็กลายเป็นข้อพิสูจน์ถึงความสำคัญที่มีกับ เลสเตอร์ ซึ่งสะท้อนออกมาอย่างเห็นได้ชัดจากผลงานในฤดูกาล 2016-17 ที่ดร็อปลงมาอย่างน่าใจหาย จากการที่ทีมไม่สามารถหาผู้เล่นแดนกลางที่มีคุณภาพใกล้เคียงเข้ามาทดแทน

    เชลซี
    ด้วยผลงานระดับพระกาฬภายในฤดูกาลเปิดตัวบนเกาะอังกฤษ ก็ทำให้ เชลซี ตัดสินใจทุ่มงบ 32 ล้านปอนด์ในการล่าลายเซ็นของ ก็องเต้ พร้อมสัญญาระยะยาว 5 ปี ซึ่งเจ้าตัวก็ออกมาเผยความรู้สึกในภายหลังว่า “ผมมีความสุขมากที่ได้เซ็นสัญญากับหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป มันคือฝันที่เป็นจริงสำหรับผม” และเขาก็ได้เลือกเบอร์เสื้อหมายเลข 7 ที่ว่างอยู่ หลัง รามิเรส เจ้าของเดิมย้ายออกไปก่อนหน้านั้นในช่วงเดือนมกราคม ก็องเต้ ประเดิมสนามให้ สิงห์บลูส์ ในนัดเปิดฤดูกาลที่ต้อนรับการมาเยือนของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และรับใบเหลืองไปตั้งแต่ช่วง 3 นาทีแรกของเกมส์ แต่ทว่าเขาก็ยังคงรวบรวมสมาธิและโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในช่วงเวลาที่เหลือ และช่วยให้ทีมเก็บ 3 คะแนนเอาฤกษ์เอาชัยไปได้จากชัยชนะ 2-1 สามเดือนหลังย้ายมาปักหลักอยู่ใน กรุงลอนดอน เขาก็ได้เดินทางกลับไปเยือนถิ่นเก่าเป็นครั้งแรก และช่วยให้ เชลซี บุกไปเอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมแชมป์เก่า 0-3 พร้อมคว้าตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ มาครอง จนกระทั่งวันที่ 23 ตุลาคม ก็องเต้ ก็สามารถทำประตูแรกให้กับต้นสังกัดใหม่ได้จากชัยชนะ 4-0 เหนือ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในวันที่ 26 ธันวาคม เลกิ๊ป สื่อดังจากแดนน้ำหอม ยกย่องให้ ก็องเต้ เป็นนักเตะที่ดีที่สุดอันดับ 6 ของโลก ก่อนที่กลางเดือนมีนาคม 2018 เขาจะมายิงประตูที่ 2 ได้จากเกมส์ เอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้ายในบ้านกับ ปีศาจแดง เจ้าเก่า และคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมส์นั้นได้อีกด้วย ในวันที่ 20 เมษายน ชื่อของ ก็องเต้ ก็ปรากฏอยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และสามารถกวาดรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีจากทั้งสมาคมฟุตบอล, สมาคมผู้สื่อข่าว และจากบรรดานักเตะด้วยกันเอง เขายังเป็นผู้เล่นคนแรกถัดจาก เอริค คันโตน่า ในปี 1993 ที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุด 2 ปีติดต่อกันจาก 2 สโมสร (ลีดส์ ยูไนเต็ด 1992 และ แมนฯ ยูไนเต็ด 1993) นอกจากนี้ในเดือนตุลาคม 2017 เขายังถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล บัลลง ดอร์ อีกด้วย

    ประวัติ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ทีมชาติฝรั่งเศส

    เส้นทางในระดับทีมชาติ
    จากการที่เกิดในครอบครัวของชาวมาลี ก็องเต้ มีโอกาสที่จะลงเล่นให้กับ ทีมชาติมาลี ใน แอฟริกัน คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2015 อีกทั้งยังไม่เคยลงเตะให้กับ ฝรั่งเศส ในทุกระดับชั้น แต่เขาก็บอกปัดโอกาสนั้นไปเพราะต้องการมุ่งมั่นให้กับการแข่งขันใน ลีก เอิง และแม้ มาลี จะพยายามติดต่อเข้ามาอีกครั้งในเดือนมกราคม 2016 แต่เขาก็ยังคงเลือกปฏิเสธและให้เหตุผลว่าเขายังไม่ได้ตัดสินใจในเรื่องนี้และคิดว่ายังมีโอกาสที่จะได้รับคำเชิญจาก ฝรั่งเศส จนกระทั่งวันที่ 17 มีนาคม 2016 ก็องเต้ ก็ถูกเรียกตัวเข้าร่วม ทีมชาติฝรั่งเศส เพื่อเตรียมตัวลงเตะเกมส์กระชับมิตรกับ ฮอลแลนด์ และ รัสเซีย และเขาก็ได้รับโอกาสเป็นตัวแทนของบ้านเกิดเป็นครั้งแรกในอีก 8 วันต่อมา จากการถูกส่งลงไปแทนที่ ลาสซาน่า ดิยาร์ร่า ในชัยชนะ 2-3 ที่ อัมสเตอร์ดัม อารีน่า ตอนช่วงครึ่งเวลาหลัง และแล้วในเกิดครบรอบ 25 ปี ก็องเต้ ก็ได้ลงสนามเป็นตัวจริงและยิงประตูเบิกร่องจากชัยชนะ 4-2 เหนือ รัสเซีย นอกจากนี้ ดิมิทรี ปาเยต เพื่อนร่วมทีมของเขาก็สามารถทำประตูได้ในเกมส์นั้นเพื่อเป็นการฉลองวันเกิดครบรอบ 29 ปีของตนเองเช่นกัน

    ในวันที่ 10 มิถุนายน 2016 ก็องเต้ ได้ออกสตาร์ทในเกมส์การแข่งขันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในนัดเปิดสนาม ยูโร 2016 ที่พบกับ โรมาเนีย พร้อมสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมจากการผ่านบอลได้มากที่สุด, แย่งบอลได้มากที่สุด, ตัดบอลได้มากที่สุด และมีระยะทางเคลื่อนที่ในสนามมากที่สุด แถมทำได้อีก 1 แอสซิสต์ที่ช่วยให้ ปาเยต ยิงประตูชัยให้ ฝรั่งเศส ชนะไป 2-1 ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่เผชิญหน้ากับ ไอร์แลนด์ เขาถูกใบเหลืองในนาทีที่ 27 ของเกมส์ ซึ่งส่งผลให้เขาต้องถูกพักแข้งในนัดหน้า ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกไปในช่วงครึ่งหลังเพื่อเปิดทางให้กับ คิงสลี่ย์ โกม็อง ก่อนที่เกมส์จะจบลงด้วยชัยชนะ 2-1 ของพวกเขา หลังตกเป็นฝ่ายตามหลังตั้งแต่ในช่วง 2 นาทีแรกของเกมส์ แต่สุดท้าย ฝรั่งเศส ก็ชวดโอกาสคว้าแชมป์ในบ้านหลังพ่ายให้กับ โปรตุเกส 0-1 จากประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษโดยที่ ก็องเต้ ไม่ได้ถูกใช้งานในนัดชิง

    ในวันที่ 17 มีนาคม 2018 ก็องเต้ มีรายชื่อเป็น 1 ใน 23 ขุนพล เลอ เบลอส์ ลงแข่งขันใน ฟุตบอลโลก 2018 ที่ รัสเซีย โดยที่เขาได้โอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงและอยู่ในสนามครบ 90 นาทีทุกนัด จนกระทั่งนัดชิงชนะเลิศกับ โครเอเชีย ที่จบ 45 นาทีแรกด้วยความได้เปรียบของ ฝรั่งเศส หลังผ่านพ้นครึ่งหลังไปเพียงแค่ 10 นาที เขาก็ถูกเปลี่ยนตัวออกโดยให้ สตีเว่น เอ็นซองซี่ ลงมาทำหน้าที่แทนในช่วงเวลาที่เหลือ ก่อนจะได้ร่วมฉลองแชมป์โลกสมัยที่ 2 กับเพื่อนร่วมทีมจากชัยชนะ 4-2 หลังจบ 90 นาที สไตล์การเล่น หลังทำประตูแรกในอาชีพค้าแข้งได้สำเร็จ สื่อท้องถิ่นใน ฝรั่งเศส รายหนึ่งก็นำเสนอเรื่องราวของเขา โดยนำไปเปรียบเทียบกับ โคล้ด มาเกเลเล่ ในสมัยเริ่มต้นอาชีพกับ น็องต์ จากสไตล์การเล่นและตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวคุมเกมส์ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งหลังจากการให้สัมภาษณ์และตั้งคำถามว่าเขามี มาเกเลเล่ เป็นต้นแบบในการเล่นหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า ตัวเขามองไปที่ ลาสซาน่า ดิยาร์ร่า มากกว่า

    ในเดือนกุมภาพันธ์ 2017 มาเกเลเล่ ออกมาพูดถึงดาวเตะรุ่นน้องไว้ว่า คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ ก็องเต้ จำเป็นต้องมีหากต้องการก้าวขึ้นไปเป็น “ผู้เล่นระดับแนวหน้า” คือความเป็นผู้นำ อย่างไรก็ตามคุณสมบัติที่เด่นชัดในตัว ก็องเต้ ก็คือ การเคลื่อนที่ ความปราดเปรียว และความขยัน ที่ช่วยสร้างชื่อให้กับเขาจากตำแหน่ง มิดฟิลด์บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์ ผู้มีพลังอันล้นเหลือรวมถึงทักษะในการแย่งบอลจากคู่แข่งที่หาตัวจับยาก ทั้งการยืนตำแหน่งที่ดี คิดไวทำไว มีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์และทำหน้าที่ได้หลากหลาย รวมถึงความสามารถในการอ่านเกมส์ เขายังเป็นเจ้าของสถิติแย่งบอลได้มากที่สุดจากบรรดาลีกระดับท็อปของทวีปทั้งในฤดูกาล 2014-15 และ 2015-16 ถึงแม้เขาจะขึ้นชื่อในเรื่องของเกมส์รับและการปฏิบัติตามแทคติกอย่างเคร่งครัด ทั้งจากการหยุดยั้งเกมส์รุกของฝั่งตรงข้าม การเข้าสกัดและการตัดบอลจากคู่แข่ง แต่เขาก็ยังมีความสามารถเพียงพอที่จะเริ่มต้นเปิดเกมส์รุกได้เองในยามที่ทีมกลับมาเป็นฝ่ายครอบครองบอล

    ในเดือนเมษายน 2016 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้เคยกล่าวถึงเขาไว้ว่า “ก็องเต้ คือผู้เล่นที่ดีที่สุดในลีก” อีกทั้ง ปอล ป็อกบา ก็เคยซูฮกในความอึดขั้นเทพของดาวเตะเพื่อนร่วมชาติไว้ว่า “ทุกคนต่างรู้ดีว่า เอ็นโกโล่ ก็องเต้ สามารถวิ่งแทนผู้เล่นทั้ง 11 ได้ นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดของเขา” นอกจากนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ อดีตเจ้านายเก่าที่ เลสเตอร์ ก็เคยเอ่ยปากชื่นชม ก็องเต้ แบบฮาๆเอาไว้ว่า “เจ้าหนุ่ม ก็องเต้ คนนี้ เขาเป็นคนที่วิ่งได้ไม่มีหมดจนผมเคยคิดว่าเขาต้องแอบพกแบตเตอรี่ติดไว้ในกางเกงแหงๆ เขาไม่เคยหยุดวิ่งในระหว่างซ้อมเลย ผมเคยบอกกับเขาไปว่า “วันนึงฉันคงได้เห็นนายเปิดบอลเข้ามาจากริมเส้น และจัดการขึ้นโหม่งลูกเปิดนั้นด้วยตนเอง เขาเป็นผู้เล่นที่น่าทึ่งจริงๆ” นอกจากทักษะต่างๆที่มีรอบตัวแล้ว อันโตนิโอ คอนเต้ อดีตเทรนเนอร์ของ เชลซี ก็เคยกล่าวชื่นชม ก็องเต้ ถึงเรื่องระเบียบวินัยในการฝึกซ้อมรวมถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และเคยให้นิยามกับลูกทีมคนเก่งเอาไว้ว่า “มิดฟิลด์ที่สมบูรณ์แบบ”

    N'Golo Kanté

    ชีวิตส่วนตัว
    พ่อแม่ของ ก็องเต้ อพยพจาก มาลี มาอยู่ที่ ฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี 1980 เขาเติบโตขึ้นมาในแฟลตเล็กๆ ย่านโอ เดอ เซน ทางแถบตะวันตกของ กรุงปารีส พ่อของเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่เขายังมีอายุได้เพียง 11 ปี ทิ้งให้แม่ของเขากลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องดูแลเด็กๆทั้งหมด 8 คนที่เป็นลูกชายและลูกสาวอย่างละ 4 คน ชื่อของเขาถูกตั้งตามกษัตริย์ เอ็นโกโล่ ดิยาร์ร่า ของ อาณาจักรบามานา ชนเผ่าเก่าแก่ใน ประเทศมาลี จากการเป็นลูกชายคนโตทำให้ ก็องเต้ ต้องออกมาช่วยหารายได้เสริมให้กับครอบครัวด้วยการเก็บขยะขายตั้งแต่ยังเด็กๆ ในขณะที่พ่อเคยทำงานเป็นพนักงานเก็บขยะ และแม่มีอาชีพเป็นพนักงานทำความสะอาด หลังจาก ฝรั่งเศส คว้าแชมป์โลกหนแรกในบ้านเมื่อปี 1998 ด้วยการที่ขุนพลตราไก่ในยุคนั้นอัดแน่นไปด้วยนักเตะจากหลากหลายเชื้อชาติ ทั้ง เธียร์รี่ อองรี (จังหวัดโพ้นทะเล), ซีเนดีน ซีดาน (แอลจีเรีย), ปาทริก วิเอร่า (เซเนกัล), ลิลิยอง ตูราม (กัวเดอลุป) และ นิโกล่าส์ อเนลก้า (มาร์ตีนิก) จึงทำให้ ก็องเต้ มองเห็นช่องทางที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัว โดยเริ่มต้นเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางลูกหนังกับ JS Suresnes สโมสรท้องถิ่นตั้งแต่วัย 8 ขวบ และเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา น้องสาวคนเล็กของเขา ก็ได้เข้าร่วมทีมเยาวชนนักเตะกับสโมสรแรกในชีวิตของเขาเช่นกัน จากจุดเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งเต็มตัวกับ บูโลญจน์ เขาเดินทางไปฝึกซ้อมโดยสกู๊ตเตอร์ขาไถ จนกระทั่งล่าสุดในปี 2018 ที่แม้จะได้รับค่าเหนื่อยจาก เชลซี สัปดาห์ละไม่ต่ำกว่าแสนปอนด์ แต่เจ้าตัวก็ยังเลือกใช้ มินิ แฮทช์ ที่ทรงกะทันรัดและราคาก็ไม่ได้หวือหวาเป็นพาหนะส่วนตัว ในขณะที่ พอล เฟล็ทเชอร์ บล็อกเกอร์ชื่อดังของ สำนักข่าวบีบีซี ก็ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ก็องเต้ เป็นนักเตะที่สมถะและไม่มีความคิดที่จะอวดร่ำอวดรวยใดๆทั้งสิ้น ก็องเต้ เป็นชาวมุสลิมที่เคร่งครัด ในช่วงเริ่มต้นอาชีพเขามักเดินทางไปที่มัสยิดใน บูโลญจน์ พร้อมกับ ฮารูน่า อาบู เดมบ้า เพื่อนร่วมทีมของเขาในเวลานั้น ปัจจุบันเขายังคงมุ่งมั่นอยู่แต่กับเรื่องในสนามและการดูแลแม่และน้องๆ โดยที่ยังไม่เคยมีข่าวกับสาวๆคนใด

    Tags : ,

    บทความที่เกี่ยวข้อง