โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เดอะคิงออฟอียิปต์

    22/12/2018 newsmod

    โมฮัมเหม็ด ซาลาห์

    มุฮัมมัด เศาะลาห์ ฆอลี (Mohamed Salah Ghaly) หรือที่แฟนบอลบ้านเรารู้จักกันดีในนาม “โมฮัมเหม็ด ซาลาห์” เขาเป็นนักฟุตบอลชาวอียิปต์ ที่ลงเล่นในตำแหน่งศูนย์หน้าให้กับ ลิเวอร์พูล และ ทีมชาติอียิปต์ ซาลาห์ เกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1992 (26 ปี) และเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับ เอล โมคอว์ลูน สโมสรบ้านเกิดใน อียิปต์ พรีเมียร์ลีก เมื่อปี 2010 ก่อนที่ 2 ปีต่อมาจะย้ายไปอยู่กับ บาเซิ่ล ใน สวิตเซอร์แลนด์ ที่ซึ่งฝีเท้าของเขาเริ่มเปล่งประกาย จนมีส่วนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จในฤดูกาลเปิดตัว รวมถึงการคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ สวิส ซูเปอร์ ลีก ไปครอง ด้วยผลงานอันโดดเด่นของเขาก็ไปสะดุดสายตาของ เชลซี ที่ตัดสินใจดึงตัวเข้าไปค้าแข้งอยู่ใน พรีเมียร์ลีก ด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์ในปี 2014 แต่เขากลับได้รับโอกาสค่อนข้างจำกัดที่นั่น จนทำให้ถูกปล่อยไปอยู่กับ ฟิออเรนติน่า และ โรม่า ด้วยสัญญายืมตัวในฤดูกาลถัดมา ก่อนที่ โรม่า จะตัดสินใจซื้อขาดไปด้วยราคา 15 ล้านยูโร จากการงัดฟอร์มอันยอดเยี่ยมใน เซเรีย อา บวกกับการสวมบทตัวทีเด็ดในช่วยท้ายเกมส์อยู่เสมอ ก็ทำให้ หมาป่าแห่งกรุงโรม เข้าป้ายในอันดับที่ 2 และเก็บคะแนนได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีม (87 คะแนน) จนทำให้ ซาลาห์ ได้ย้อนกลับคืนสู่ พรีเมียร์ลีก อีกครั้ง เมื่อ ลิเวอร์พูล ตกลงเซ็นสัญญาที่กลายเป็นสถิติสโมสร 36.9 ล้านปอนด์

    การหวนกลับคืนสู่ อังกฤษ เป็นรอบที่สอง ก็ทำให้ ซาลาห์ แปรเปลี่ยนสภาพจาก ตัวจี๊ดทางริมเส้น ไปเป็น ดาวยิงที่ครบเครื่อง และกลายเป็นผู้เล่นตัวความหวังของทีมภายในเวลาไม่นาน เขาเดินหน้าทำลายสถิติการทำประตูของสโมสรเป็นว่าเล่นตั้งแต่ปีแรกที่ย้ายเข้ามา ก่อนจะคว้ารางวัล ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก ไปครองด้วยผลงาน 32 ประตูจากการลงสนาม 36 นัด และจากฟอร์มอันร้อนแรงดังกล่าว ก็ทำให้เขากวาดรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมจากทั้ง 3 สำนัก ไม่ว่าจะด้วยจากผลโหวตของผู้เล่น, ผู้สื่อข่าว หรือแฟนบอล รวมถึงการติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2017-18 อีกด้วย กับผลงานในทีมชาติ เขาเริ่มเล่นให้ อียิปต์ มาตั้งแต่ระดับเยาวชน และอยู่ในทีมชุดที่คว้าเหรียญทองแดงในรายการ แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ U-20 และมีส่วนในทัวร์นาเมนต์ ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ U-20 2011 และ โอลิมปิก ฤดูร้อน 2012 และยังเคยได้รับรางวัล นักเตะแอฟริกันดาวรุ่งประจำปี 2012 อีกด้วย โดยก่อนหน้านั้นเขาได้ลงประเดิมสนามให้กับทีมชาติชุดใหญ่ในปี 2011 ซาลาห์ มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ อียิปต์ ผ่านเข้าไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2017 และยังรั้งตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดในเกมส์ ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนแอฟริกา พร้อมกับพา อียิปต์ ตีตั๋วไปลงแข่งขันที่ รัสเซีย จนทำให้เขาคว้ารางวัล นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปแอฟริกาปี 2017 และติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปแอฟริกา รวมถึงทีมยอดเยี่ยมของรายการ แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ หนหลังสุดอีกด้วย

    เส้นทางในระดับสโมสร
    เอล โมคอว์ลูน
    ซาลาห์ เริ่มเส้นทางนักเตะในระดับเยาวชนกับ เอล โมคอว์ลูน ก่อนจะได้เปิดตัวกับทีมชุดใหญ่ในเกมส์ อียิปต์ พรีเมียร์ลีก เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2010 หลังถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองในเกมส์ที่เสมอ 1-1 กับ เอล มานซูรา โดยในระหว่างนั้นเขาค่อยๆได้รับโอกาสเพิ่มขึ้นทีละน้อย ก่อนจะสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงมาครองและทำประตูแรกได้เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ในเกมส์ที่เสมอ 1-1 กับ อัล อาห์ลี เขากลายเป็นผู้เล่นตัวหลักและลงสนามให้กับทีมทุกนัดในฤดูกาลต่อมา อย่างไรก็ตามจาก โศกนาฏกรรมที่ พอร์ต ซาอิด สเตเดี้ยม เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2012 จนมีผู้เสียชีวิต 74 รายและบาดเจ็บอีกกว่า 500 คน ก็ทำให้การแข่งขันฟุตบอลลีกต้องหยุดชะงักและเลื่อนโปรแกรมออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนกระทั่งวันที่ 10 มีนาคม 2012 ทางสมาคมฟุตบอลอียิปต์ก็ออกมาประกาศยกเลิกการแข่งขันที่เหลือทั้งหมดในฤดูกาลนั้น

    บาเซิ่ล
    ทีมดังจาก สวิส ซูเปอร์ ลีก คอยเฝ้าติดตามผลงานของ ซาลาห์ มาโดยตลอด โดยหลังเกิดเหตุความวุ่นวายที่ พอร์ต ซาอิด ทางสโมสรก็จัดแมตช์กระชับมิตรโดยเชิญ ทีมชาติอียิปต์ชุด U-23 มาลงเตะกันที่ บาเซิ่ล จนได้ยลโฉม ซาลาห์ แบบเต็มๆตาจากการที่เขาเหมายิงคนเดียว 2 ประตูในเกมส์นั้นทั้งๆที่ได้ลงเล่นแค่ในช่วง 45 นาทีหลัง ก่อนจะจบลงด้วยชัยชนะ 3-4 ของทีมเยือน บาเซิ่ล รีบดำเนินการอย่างต่อเนื่องด้วยการเชื้อเชิญให้ ซาลาห์ อยู่ฝึกซ้อมที่นั่นต่อตลอดทั้งสัปดาห์ จนกระทั่งวันที่ 10 เมษายน 2012 ทางสโมสรก็ประกาศว่าได้เซ็นสัญญาระยะยาว 4 ปีกับเขาเป็นที่เรียบร้อย โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2012

    ฤดูกาล 2012-13
    ในวันที่ 23 มิถุนายน 2012 ซาลาห์ เริ่มทำประตูในเกมส์แรกได้อย่างไม่เป็นทางการจากชัยชนะ 4-2 เหนือ สเตอัว บูคาเรสต์ ในแมตช์อุ่นเครื่อง ก่อนจะมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเกมส์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบคัดเลือกกับ โมลด์ คู่แข่งจาก นอรเวย์ ในวันที่ 8 สิงหาคมด้วยการถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 74 เขามาประเดิมสนามในลีกนัดแรกจากการพบกับ เอฟซี ธูน และอยู่ในสนามจนครบ 90 นาทีพร้อมกับช่วยให้ทีมเก็บชัยชนะได้ 3-1 จนกระทั่งมายิงประตูแรกได้ในนัดถัดมาจากเกมส์ที่เปิดบ้านเอาชนะ โลซานน์ 2-0 ในวันที่ 11 เมษายน 2013 ซาลาห์ ยิงประตูแรกใน ยูโรปา ลีก ได้จากเกมส์รอบ 8 ทีมสุดท้ายที่เปิดบ้านเสมอ 2-2 กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ก่อนจะชนะคู่แข่งด้วยการดวลจุดโทษ และมายิงได้อีกในรอบถัดมาจากการพบกับ เชลซี ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไปไม่ถึงรอบชิงจากผลสกอร์รวมที่พ่ายไป 5-2 แม้จะผิดหวังจากเวทียุโรป แต่สุดท้ายเขาก็ได้ฉลองแชมป์ สวิส ซูเปอร์ ลีก รวมถึงได้ตำแหน่งรองแชมป์ในรายการ สวิส คัพ จากผลงาน 11 ประตู 10 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 50 เกมส์ในทุกถ้วย

    ฤดูกาล 2013-14
    ซาลาห์ ออกสตาร์ทซีซั่นใหม่ด้วยการช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ อูห์เรน คัพ ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์อุ่นเครื่องในช่วงพรีซีซั่น ก่อนจะมายิงประตูแรกได้ในนัดเปิดฤดูกาลกับ อารัว และเป็นฝ่ายเอาชนะไป 3-1 เขามายิงประตูแรกใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2013 จากเกมส์รอบคัดเลือกที่พบกับ มัคคาบี้ เทล อาวีฟ โดยก่อนหน้านั้น 1 สัปดาห์ จากการพบกันในเลกแรก ซาลาห์ ไม่ยอมเข้าร่วมพิธีการจับมือกับผู้เล่น มัคคาบี้ ก่อนเกมส์ ซึ่งทางสโมสรก็ออกมาช่วยแก้ต่างว่าเป็นแค่เหตุบังเอิญและเขาไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น อีกทั้งเวลานั้นเขาก็ถูกกดดันจากชาวอียิปต์หลายฝ่ายไม่ให้ร่วมเดินทางกับทีมไปยัง อิสราเอล อย่างไรก็ตามในเกมส์เลกสองที่ เทล อาวีฟ เขายอมเดินเรียงแถวร่วมจับมือกับผู้เล่นเจ้าถิ่นแต่โดยดี แต่เลือกใช้วิธีทักทายแบบชนกำปั้นแทนการสัมผัสมือกัน ในวันที่ 21 สิงหาคม เขาช่วยยิง 2 ประตูในเกมส์ที่พบกับ ลูโดโกเรตส์ ทีมแชมป์ลีกบัลแกเรีย จนสุดท้ายก็ช่วยให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม UCL ได้สำเร็จจากผลรวม 6-2 ก่อนจะมายิงได้อีก 2 ประตูในรอบแบ่งกลุ่มจากการเอาชนะ เชลซี ได้ทั้งนัดเหย้าและเยือน

    เชลซี
    ในวันที่ 23 มกราคม 2014 เชลซี ประกาศปิดดีลกับ บาเซิ่ล ในการคว้าตัว ซาลาห์ มาร่วมทีมด้วยค่าตัวประมาณ 11 ล้านปอนด์ โดยปาดหน้า ลิเวอร์พูล ที่มีข่าวพัวพันมาด้วยกันตลอดทั้งเดือน และทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นชาวอียิปต์คนแรกที่ได้มาค้าแข้งอยู่ใน สแตมฟอร์ด บริดจ์

    ฤดูกาล 2013-14
    ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เขาลงประเดิมสนามให้กับ สิงห์บลูส์ ในเกมส์ พรีเมียร์ลีก ที่เอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 3-0 โดยถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองในช่วงก่อน 10 นาทีสุดท้าย จนวันที่ 22 มีนาคม เขาก็มายิงประตูแรกได้จากการถูกเปลี่ยนลงมาแทน ออสการ์ ในเกมส์ ลอนดอน ดาร์บี้ ที่เปิดรังไล่ถล่ม อาร์เซน่อล 6-0 และในช่วงต้นเดือนเมษายน เขาก็ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงครั้งแรกและมายิงได้หนึ่งลูกก่อนจะช่วยให้ทีมได้จุดโทษและตามด้วยการทำ 1 แอสซิสต์ในเกมส์ที่สยบ สโต๊ค ซิตี้ 3-0 สรุปผลงานใน อังกฤษ ซีซั่นแรกของเขาคือยิงได้ 2 ประตูกับ 2 แอสซิสต์จากการลงเตะ 11 นัดในทุกรายการ

    ฤดูกาล 2014-15
    ก่อนฤดูกาลใหม่จะเริ่มต้นขึ้น ซาลาห์ ก็สามารถเคลียร์ปัญหาคาราคาซังเกี่ยวกับเรื่องการเกณฑ์ทหารที่เจ้าตัวขอยื่นผ่อนผันไว้ก่อนหน้านี้ด้วยสาเหตุการศึกษาต่อที่มีแนวโน้มจะถูกปฏิเสธในไม่ช้า โดยหลังการเข้าพบ อิบราฮิม มาห์ลับ นายกรัฐมนตรีอียิปต์ และ รัฐมนตรีกระทรวงการศึกษา พร้อมกับ ชอว์กี้ การิบ กุนซือทีมชาติอียิปต์ ก็ทำให้เขาได้รับการยกเว้นจากกองทัพในที่สุด
    อย่างไรก็ตามในซีซั่นที่ 2 กับ เชลซี เขาได้รับโอกาสลงสนามอย่างจำกัดจำเขี่ย โดยหลังจากเกมส์ที่เอาชนะ ชรูว์สบิวรี่ ทาวน์ คู่แข่งจาก ลีก ทู 2-1 ใน ลีก คัพ รอบที่ 4 ซึ่งมีจังหวะที่เขายิงพลาดหลุดกรอบออกไปไกลจนถึงขั้นกลายเป็นลูกทุ่ม ก็ทำให้ โชเซ่ มูรินโญ่ ออกมาตำหนิทั้งเขาและ อันเดร เชือร์เล่ หลังเกมส์ แต่ถึงแม้ ซาลาห์ จะได้ลงสนามในเกมส์ลีกเพียงแค่ 3 ครั้งก่อนถูกส่งไปให้ ฟิออเรนติน่า ยืมตัวใช้งาน มูรินโญ่ ก็ออกมากล่าวในช่วงท้ายฤดูกาลว่า เขาอาจจะได้รับเหรียญรางวัลชนะเลิศที่ทำขึ้นจากสโมสรเป็นรางวัลตอบแทนที่เคยมีส่วนร่วมในฤดูกาลคว้าแชมป์ของทีม

    ฟิออเรนติน่า (ยืมตัว)
    ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2015 ซึ่งเป็นวันปิดตลาดนักเตะในช่วงฤดูหนาว เชลซี ก็ออกมายืนยันว่า ซาลาห์ จะย้ายไปร่วมทีม ฟิออเรนติน่า ด้วยสัญญายืมตัวเป็นระยะเวลา 18 เดือนจนจบฤดูกาล 2015-16 และยังเป็นเงื่อนไขในดีลสลับขั้วกับ ฮวน กวาดราโด้ ที่ย้ายเข้ามาค้าแข้งอยู่ใน กรุงลอนดอน โดยที่ ซาลาห์ เลือกใช้เบอร์เสื้อหมายเลข 74 เพื่อรำลึกถึงเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในโศกนาฏกรรมที่ พอร์ต ซาอิด หกวันให้หลังจากการเซ็นสัญญา เขาก็ลงประเดิมสนามให้กับ ฟิออเรนติน่า ด้วยการถูกเปลี่ยนลงมาแทน ฆัวกวิน ซานเชซ ในนาทีที่ 65 จากเกมส์เฉือนชนะ อตาลันต้า 3-2 ที่ สตาดิโอ อาร์เตมิโอ ฟรังคี่ ซาลาห์ มาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงครั้งแรกในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ จากการออกไปเยือน ซาสซูโอโล่ และยิงประตูแรกของตนเองได้ในนาทีที่ 30 ก่อนจะจ่ายให้ คูมาร์ บาบาการ์ ซัดประตูที่สองในอีกสองนาทีถัดมา ก่อนที่เกมส์จะจบลงด้วยชัยชนะของทีมเยือน 1-3 จนกระทั่ง 12 วันต่อมา เขาก็สามารถยิงประตูแรกในเกมส์ยุโรปให้กับ วิโอล่า จากเกมส์ที่เอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในรายการ ยูโรปา ลีก รอบน็อคเอาท์ ก่อนที่ทีมจะผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ในช่วงต้นเดือนมีนาคม ซาลาห์ มายิงได้อีก 2 ประตูในการพบกับ ยูเวนตุส ในถ้วย โคปปา อิตาเลีย รอบรองชนะเลิศ แต่สุดท้ายในเลกที่สอง ฟิออเรนติน่า กลับพลาดท่าเสีย 3 ประตูในบ้านให้กับ ยูเว่ จนอดเข้าชิงในปีนั้น ในช่วงปิดฤดูกาล ฟิออเรนติน่า พยายามจะหันมาเซ็นสัญญาถาวรกับ ซาลาห์ หลังเจ้าตัวสามารถโชว์ผลงานจากการลงสนามรวมกัน 26 นัดด้วยการยิงไป 9 ประตูบวกกับอีก 4 แอสซิสต์ แต่เขาเลือกที่จะปฏิเสธการย้ายรวมถึงปฏิเสธจะอยู่ที่นั่นต่อจนครบสัญญา 18 เดือนและตัดสินใจขยับไปอยู่กับ โรม่า แทนที่

    โรม่า (ยืมตัว)
    ในวันที่ 6 สิงหาคม 2015 ซาลาห์ ย้ายไปร่วมทีม โรม่า ด้วยสัญญายืมตัวตลอดทั้งซีซั่นที่มีมูลค่า 5 ล้านยูโรพร้อมเงื่อนไขซื้อขาดในภายหลัง เขาออกสตาร์ทซีซั่น 2015-16 ด้วยการสวมเสื้อเบอร์ 11 และลงประเดิมสนามให้กับทีมในนัดเปิดฤดูกาลที่บุกไปเสมอกับ เฮลลาส เวโรน่า 1-1 อย่างไรก็ตาม การย้ายทีมในครั้งนี้ก็ทำให้ ฟิออเรนติน่า รู้สึกไม่พอใจและตัดสินใจยื่นเรื่องฟ้องไปทาง ฟีฟ่า ในวันที่ 11 กันยายน ว่า เชลซี ละเมิดข้อตกลงกับพวกเขาจากการอนุญาตให้ ซาลาห์ ย้ายไปอยู่กับ โรม่า หลังจากนั้นอีก 9 วันต่อมา ซาลาห์ ก็มายิงประตูแรกได้จากเกมส์ที่ทีมเปิดบ้านแบ่งแต้มกับ ซาสซูโอโล่ ไปด้วยสกอร์ 2-2 ก่อนที่เขาจะยิงได้อีก 2 นัดติดต่อกันใน เซเรีย อา จากการพบกับ ซามพ์โดเรีย และ คาร์ปิ จนกระทั่งวันที่ 25 ตุลาคม เขาได้เดินทางกลับไปเยือน สตาดิโอ อาร์เตมิโอ ฟรังคี่ อีกครั้ง ก่อนจะช่วยให้ หมาป่าแห่งกรุงโรม เก็บ 3 คะแนนในลีกได้เป็นเกมส์ที่ 4 ติดต่อกัน จากการยิงประตูแรกของเกมส์ที่จบลงด้วยสกอร์ 1-2 แต่สุดท้ายก็ต้องแลกด้วยการถูกไล่ออกจากสนามจากการรับใบเหลืองที่สองในช่วงท้ายเกมส์ ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2016 ซาลาห์ ยิงได้ 2 ประตูในเกมส์ที่เปิดรังต้อนรับ ฟิออเรนติน่า และทำให้ โรม่า ยึดตำแหน่งที่ 3 แทนที่ทีมเก่าของเขาได้สำเร็จ จนถึงช่วงท้ายฤดูกาล เขาก็คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของสโมสร ด้วยผลงาน 15 ประตูและ 9 แอสซิสต์จากการลงเตะ 42 นัดในทุกถ้วย

    โรม่า
    ฤดูกาล 2016-17
    ในวันที่ 3 สิงหาคม 2016 โรม่า ประกาศปิดดีลซื้อขาด ซาลาห์ มาจาก เชลซี โดยที่เขาสามารถยิงประตูแรกของฤดูกาลในนัดเปิดสนามจากการถล่ม อูดิเนเซ่ 4-0 ได้ที่ สตาดิโอ โอลิมปิโก และมายิงประตูแรกในเกมส์ ยูโรปา ลีก ได้ในช่วงปลายเดือนกันยายน จากแมตช์ที่เปิดบ้านถล่ม แอสตร้า จูร์จู คู่แข่งจาก โรมาเนีย 4-0 ก่อนจะมาทำแฮตทริกแรกกับ โรม่า ได้ในนัดที่เหมาไปคนเดียวจากชัยชนะ 3-0 เหนือ โบโลญญ่า ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ในวันที่ 9 มีนาคม 2017 ซาลาห์ ยิงประตูแรกให้กับทีมในนัดที่ออกไปเยือน โอลิมปิก ลียง ก่อนจะพ่ายไป 4-2 โดยท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็กระเด็นตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายของรายการ ยูโรปา ลีก จนกระทั่งนัดปิดฤดูกาลที่พบกับ เจนัว ในวันที่ 28 พฤษภาคม เขาถูกเปลี่ยนออกจากสนามในนาทีที่ 54 เพื่อเปิดทางให้ ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ ตำนานแข้งของสโมสรลงเล่นนัดสุดท้ายของตนเองในเกมส์ที่ส่งท้ายด้วยชัยชนะ 3-2 ของ โรม่า

    ลิเวอร์พูล
    ฤดูกาล 2017-18
    ในวันที่ 22 มิถุนายน 2017 ซาลาห์ ตกลงเซ็นสัญญาย้ายทีมไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล ด้วยราคาเบื้องต้น 42 ล้านยูโร ที่เชื่อกันว่าอาจจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นถึง 50 ล้านยูโร และกลายเป็นสถิติสโมสรแซงหน้า แอนดี้ แคร์โรลล์ ที่ย้ายเข้ามาล้มเหลวด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์เมื่อปี 2011 โดยเขาเลือกสวมใส่เสื้อเบอร์ 11 ที่เจ้าของเดิม โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ เลือกย้ายไปใช้หมายเลข 9 แทน เขากลายเป็นนักเตะ ลิเวอร์พูล อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กรกฎาคม และยังเป็นผู้เล่นชาวอียิปต์คนแรกของสโมสร โดยลงประเดิมสนามในเกมส์เปิดฤดูกาลเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่เสมอกับ วัตฟอร์ด 3-3 และสามารถยิงประตูแรกของตนเองได้อีกด้วย เขามายิงประตูที่ 2 ให้กับทีมจากชัยชนะ 4-2 ในการพบกับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในเกมส์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบเพลย์ออฟ ก่อนจะสามารถทำประตูแรกใน แอนฟิลด์ ได้จากนัดที่ถล่ม อาร์เซน่อล 4-0 ซึ่งจากฟอร์มเปิดตัวอันยอดเยี่ยมตลอดเดือนสิงหาคม ก็ทำให้เขาคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของสโมสรไปครอง

    ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ซาลาห์ ปฏิเสธแสดงความดีใจหลังทำประตูขึ้นนำในเกมส์ที่จบลงด้วยผลเสอ 1-1 กับ เชลซี ด้วยการให้เกียรติต้นสังกัดเก่าและเพื่อแสดงความไว้อาลัยแก่เหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีมัสยิดที่ อียิปต์ ในช่วงวันที่ผ่านมา จนกระทั่งเขาสามารถรั้งตำแหน่งดาวซัลโว พรีเมียร์ลีก เป็นครั้งแรกได้จากการยิง 2 ประตูหลังถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองในช่วงประมาณ 20 นาทีสุดท้ายจากเกมส์ที่บุกไปเอาชนะ สโต๊ค ซิตี้ 0-3 ได้ในอีก 4 วันถัดมา ในช่วงกลางเดือนธันวาคม ซาลาห์ มายิงได้อีก 1 ประตูในนัดที่บุกไปถล่ม บอร์นมัธ 0-4 และทำให้ ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก ที่เอาชนะคู่แข่งได้ 4 เกมส์รวดในแมตช์เยือนด้วยผลต่างประตูไม่น้อยกว่า 3 ลูก และยังทำให้เขาสร้างสถิติผู้เล่นที่ยิงได้ครบ 20 ประตูให้กับสโมสรเร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 จากการลงเล่น 26 นัด โดยเป็นรองเพียงแค่ จอร์จ อัลลัน ที่กระหน่ำแตะหลักสองจากการลงเตะเพียงแค่ 19 เกมส์ในปี 1895 ในวันที่ 17 มีนาคม 2018 ซาลาห์ เหมาคนเดียว 4 เม็ดจากชัยชนะ 5-0 เหนือ วัตฟอร์ด ที่ แอนฟิลด์ ซึ่งยังเป็นการทำแฮตทริกแรกของเขากับทีม โดยในเกมส์นี้ยังเป็นการทำลายสถิติ 36 ประตูของผู้เล่นในซีซั่นเปิดตัวกับสโมสร และยังส่งผลให้เขาขึ้นนำเป็นดาวซัลโวจากท็อป 5 ลีกของยุโรปในเวลานั้น แซงหน้าทั้ง ลีโอเนล เมสซี่ และ แฮร์รี่ เคน โดยที่ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตำนานแข้งหงส์แดง ได้ออกมากล่าวในภายหลังว่า “เรากำลังร่วมกันเป็นสักขีพยานของจุดเริ่มต้นแห่งความยิ่งใหญ่”

    ในวันที่ 22 เมษายน ซาลาห์ คว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี โดยมีรายชื่ออยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ และอีก 2 วันต่อมา เขาก็มาซัดเบิ้ลในเกมส์ แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศเลกแรก ที่เปิดบ้านถล่ม โรม่า 5-2 จนทำให้เขากลายเป็นนักเตะแอฟริกันและผู้เล่น ลิเวอร์พูล คนแรกที่ยิงได้ถึง 10 ประตูใน 1 ฤดูกาลของรายการนี้ และยังทำให้เขายิงได้ 43 ประตูรวมกันในทุกถ้วยแซงหน้า โรเจอร์ ฮันท์ ที่ทำไว้ 42 ประตู จนกลายเป็นผู้เล่นที่ยิงได้รวมกันใน 1 ซีซั่นมากที่สุดเป็นอันดับสองของทีมรองจาก เอียน รัช แม้ในเกมส์เลกที่สอง ลิเวอร์พูล จะพ่ายแพ้ให้กับ โรม่า 4-2 แต่มันก็ยังเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ UCL เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี จนกระทั่งท้ายที่สุด ซาลาห์ ก็มาทำลายสถิติดาวซัลโว พรีเมียร์ลีก สูงสุดตลอดกาลได้สำเร็จ จากประตูที่ 32 ของเขาในเกมส์ปิดฤดูกาลที่เปิดรัง แอนฟิลด์ ไล่ต้อน ไบรท์ตัน 4-0 ไปแบบไม่ยากเย็น ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2018 ที่ต้องดวลกับ เรอัล มาดริด ซาลาห์ โชคร้ายบาดเจ็บด้วยอาการไหล่หลุดในนาทีที่ 30 หลังเหตุการณ์ปะทะกันกับ เซร์คิโอ รามอส แม้จะพยายามฝืนเล่นต่อซักพักแต่สุดท้ายเขาก็ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามทั้งน้ำตา ก่อนที่เกมส์จะจบลงด้วยชัยชนะของ มาดริด 3-1 หลังจากนั้น สมาคมฟุตบอลอียิปต์ ได้ออกมาแถลงว่าอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลกระทบต่อการเข้าร่วมแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2018 และสุดท้าย ซาลาห์ ก็มีรายชื่ออยู่ในทีมที่ได้ออกเดินทางไป รัสเซีย โดยหลังผ่านพ้นนัดชิงไปหนึ่งวัน รามอส ก็ออกมาส่งคำอวยพรให้เขาหายจากอาการบาดเจ็บโดยไว

    Mohamed Salah

    เส้นทางในระดับทีมชาติ
    ซาลาห์ เริ่มต้นเป็นตัวแทนของ อียิปต์ ในทีมชุด U-20 และ U-23 ลงแข่งขันในรายการ ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ U-20 2011 และมาทำผลงาน 3 ประตูในรอบแบ่งกลุ่มที่ช่วยให้ทีมผ่านเข้าไปจนถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายใน โอลิมปิกฤดูร้อน 2012 ในวันที่ 3 กันยายน 2011 เขาประเดิมสนามให้กับทีมชาติชุดใหญ่ในเกมส์ที่ออกไปพ่ายให้กับ เซียร์ราลีโอน 2-1 ก่อนจะมายิงประตูแรกได้จากนัดที่เอาชนะ ไนเจอร์ 3-0 ในอีกราวๆหนึ่งเดือนถัดมา ซาลาห์ มามีบทบาทสำคัญกับทีมตั้งแต่สมัยเกมส์รอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก 2014 เริ่มจากวันที่ 10 มิถุนายน 2012 จากประตูชัยในนาทีที่ 93 ของเขาก็ทำให้ทีมบุกไปเฉือนเอาชนะ กินี 2-3 จนอีก 1 ปีต่อมาเขามาทำแฮตทริกได้จากนัดที่สยบ ซิมบับเว 4-2 และทำให้ ทัพมัมมี่ เก็บชัยชนะเป็นเกมส์ที่ 4 ติดต่อกัน แม้สุดท้าย อียิปต์ จะไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบทัวร์นาเมนต์ แต่ ซาลาห์ ก็ยิงไปได้ทั้งหมด 6 ประตูและครองตำแหน่งดาวซัลโวร่วมในรอบคัดเลือกของโซนแอฟริกา

    ซาลาห์ เป็นหนึ่งในขุนพลตัวหลักของทีมที่ลงแข่งขันใน แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2017 ที่จัดขึ้นที่ กาบอง เขามายิงประตูชัยในเกมส์สุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่เฉือนเอาชนะ กาน่า 1-0 และทำให้ทีมผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ไปในฐานะแชมป์กลุ่ม D ซึ่งสุดท้ายแล้ว อียิปต์ ก็สามารถทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ และแม้จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับ แคเมอรูน 2-1 แต่จากผลงาน 2 ประตูและ 2 แอสซิสต์ใน 6 เกมส์ ก็ทำให้ ซาลาห์ ติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ จากการรับหน้าที่สังหารจุดโทษในนาทีสุดท้ายจนทำให้ทีมเอาชนะ คองโก 2-1 ก็ทำให้ ซาลาห์ กลายเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของทีมในรอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก 2018 และยังช่วยให้แฟนบอล อียิปต์ ทั้งประเทศสิ้นสุดการรอคอยที่จะได้เห็นทีมชาติของพวกเขาลงแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ เวิลด์ คัพ หลังจากที่เคยสัมผัสบรรยากาศครั้งสุดท้ายในปี 1990 แม้เขาจะมีปัญหาบาดเจ็บติดตัวมาจากรอบชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก 2018 แต่ก็ยังคงมีรายชื่ออยู่ใน 29 คนที่เตรียมตัวจะได้ไป ฟุตบอลโลก จนกระทั่งวันที่ 4 มิถุนายน ก็มีการยืนยันว่าเขาได้เป็น 1 ใน 23 ขุนพลที่จะออกเดินทางไป รัสเซีย อย่างไรก็ตาม เขาก็พลาดโอกาสลงสนามในเกมส์แรกที่ทีมพ่ายให้กับ อุรุกวัย 1-0 จากประตูชัยในนาทีที่ 89 ของ โฆเซ่ คิเมเนซ ในวันที่ 19 มิถุนายน 2018 ซาลาห์ มายิงประตูแรกใน ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ได้จากลูกจุดโทษในเกมส์ที่พ่ายให้กับ รัสเซีย ทีมเจ้าภาพ 3-1 ก่อนจะมาทำได้อีกหนึ่งประตูในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่แพ้ ซาอุดิอาระเบีย 2-1 และทำให้ อียิปต์ เก็บกระเป๋ากลับบ้านไปโดยที่เอาชนะใครไม่ได้เลย

    สไตล์การเล่น
    ความเร็วอันจัดจ้าน ความคล่องตัวสูง ขยันทุ่มเท ปฏิบัติตัวตามแทคติก เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคนิคพร้อมสายตาที่จับจ้องไปยังการทำประตู ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้ ซาลาห์ เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของ ความเร็ว การลากเลื้อย สัมผัสบอลแรก และการคอนโทรลบอล รวมถึงทักษะในการใช้เท้าทั้งสองข้างและความฉลาดเป็นกรดจากจังหวะเอาชนะคู่แข่ง พร้อมการสร้างสรรค์จังหวะเข้าทำทั้งกับตนเองหรือให้เพื่อนร่วมทีม เขายังเป็นผู้เล่นแนวรุกที่มีความหลากหลาย ตำแหน่งหลักๆก็คือการเป็นตัวริมเส้นทางด้านขวา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เขาสามารถลากตัดเข้าในและใช้เท้าซ้ายข้างถนัดทำประตูหรือคอยร่วมประสานงานกับเพื่อนร่วมทีม เขายังสามารถหุบเข้ามายืนตรงกลางโดยทำหน้าที่เป็น มิดฟิลด์ตัวรุก หรือ กองหน้าตัวต่ำ ได้อีกด้วย จากการที่เขามีส่วนร่วมในการทำประตูเพิ่มขึ้นอย่างถล่มทลายนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีม ลิเวอร์พูล เจ้าตัวก็ออกมาให้เครดิตกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผจก.ทีมที่ร้องขอให้เขาขยับเข้ามาสู่พื้นที่ตรงกลางมากขึ้น โดยให้สัมภาษณ์กับ สำนักข่าวอีเอสพีเอ็น ไว้ว่า “ผมลงเล่นอยู่ใกล้ปากประตูมากกว่าที่เคยกับสโมสรอื่นใดทั้งหมด” เมื่อคราวที่เขาเซ็นสัญญากับ เชลซี โชเซ่ มูรินโญ่ ได้เคยออกมาพูดถึงลูกทีมคนใหม่ว่า “เขายังหนุ่ม มีความเร็วสูง มีความสร้างสรรค์และความกระตือรือร้น หลังจากการเฝ้าติดตามทำให้เราพบว่า เขามีบุคลิกภาพที่อ่อนน้อมถ่อมตนเวลาอยู่ในสนามและพร้อมจะทำงานหนักเพื่อทีม” นอกจากนี้ มูรินโญ่ ยังเชื่อว่า ซาลาห์ มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับยอดนักเตะที่เขาเคยร่วมงานด้วยทั้ง แกเร็ธ เบล และ อาร์เยน ร็อบเบน จากความสามารถและคุณสมบัติทั้งหมดที่เขามีรวมถึงสไตล์การเล่น ทำให้เขาได้รับฉายาว่า “อียิปเตียน เมสซี่” จากสื่อใน อิตาลี นอกจากนี้ โรนัลโด้ ยอดดาวยิงชาวบราซิลที่เคยคว้าแชมป์โลก ก็เคยออกมายกย่องเขาว่า “ซาลาห์ เป็นผู้เล่นที่มีความมหัศจรรย์พร้อมคุณภาพที่มีในตัวอย่างล้นเหลือ เขาดูมีความละม้ายคล้ายคลึงกับ เมสซี่”

    ชีวิตส่วนตัว
    ซาลาห์ ลืมตาดูโลกขึ้นที่ หมู่บ้านนากริก ในเขต เมืองบาสยูน แถบทางตอนเหนือของ ประเทศอียิปต์ เขาเข้าพิธีสมรสกับ แม็กกี้ แฟนสาวในปี 2013 และมีลูกสาวหนึ่งคน มัคก้า ที่ตั้งชื่อตาม เมืองเมกกะห์ หรือ มักกะห์ นครศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม ในปีถัดมา จากการเป็นชาวมุสลิม ทำให้เขามักฉลองการประตูด้วยการทำ สุญูด จนเป็นที่มาของหนึ่งในเพลงเชียร์ของแฟนบอล ลิเวอร์พูล ที่พูดในทำนองว่า หาก ซาลาห์ ยังคงเดินหน้ายิงประตูได้อีกเรื่อยๆ พวกเขาก็จะเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม โดยที่เขายอมอนุญาตให้แฟนบอลใช้เพลงนี้ได้ ก่อนจะกลายมาเป็นประเด็นโต้เถียงต่างๆที่เกี่ยวโยงกับตัวเขา ทั้งเรื่องที่เขายังคงปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามหลักศาสนาในขณะที่นักกีฬาชาวมุสลิมคนอื่นๆไม่ได้ทำถึงขนาดนั้น หรือเรื่องที่ภรรยาของเขายังคงสวมใส่ฮิญาบอยู่เสมอ ซึ่งจากเสน่ห์ที่มีในตัวรวมถึงการไม่ฝักใฝ่การเมืองฝั่งใดก็ทำให้เขาได้รับความนิยมอย่างสูงใน อังกฤษ ซาลาห์ ยังมีฉายามากมายที่ได้รับจากแฟนๆทั้ง “เดอะ ฟาโรห์” หรือ “อียิปเตียน คิง” ที่ชื่อหลังมาจากสาวก เดอะ ค็อป และกลายมาเป็นเพลงเชียร์ประจำตัวของเขาในปัจจุบัน ที่ดัดแปลงทำนองมาจากเพลง Sit Down ของ James วงดนตรีร็อคสัญชาติอังกฤษที่โด่งดังอยู่ในช่วงยุคปี 90 จากประตูชัยในนาทีสุดท้ายที่ช่วยพา อียิปต์ ผ่านเข้าไปเล่น ฟุตบอลโลก เป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี ทำให้มีโรงเรียนแห่งหนึ่งในประเทศตั้งชื่อสถาบันตามเขา ซึ่งหลังจากที่ทีมตกรอบแรกที่ รัสเซีย ไป ซาลาห์ ก็เดินทางกลับมาพักผ่อนอยู่ที่บ้านเกิดในระหว่างช่วงพรีซีซั่น จนกระทั่งปลายเดือนมิถุนายน ข้อมูลที่อยู่บ้านของเขาเกิดหลุดแพร่กระจายลงไปใน เฟซบุ๊ค ทำให้มีแฟนคลับพากันหลั่งไหลมาที่นั่น ซึ่ง ซาลาห์ ก็ยอมออกมาทักทายแฟนๆและยังเซ็นชื่อลงในรูปถ่ายให้กับบางคนอีกด้วย แม้จะมีรายงานจากสื่อใน สเปน ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาคอยกันผู้คนออกจากบริเวณที่พักของเขา

    ซาลาห์

    Tags : ,

    บทความที่เกี่ยวข้อง