โรเมลู ลูกากู (Romelu Lukaku) ยอดหัวหอกสายแทงค์

    21/12/2018 newsmod

    Romelu Lukaku

    โรเมลู เมนามา ลูกากู โบลิงโกลี่ (Romelu Menama Lukaku Bolingoli) หรือที่แฟนบอลส่วนใหญ่รู้จักกันดีในนาม โรเมลู ลูกากู เขาคือนักเตะชาวเบลเยี่ยมที่เล่นในตำแหน่งกองหน้าให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด และ ทีมชาติเบลเยี่ยม ลูกากู คือ 1 ใน 5 นักเตะที่ยิงประตูใน พรีเมียร์ลีก ได้ถึง 50 ลูกก่อนอายุครบ 23 ปีเต็ม และยังเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดอันดับ 5 ที่ทำได้ถึง 100 ประตูรวมกันในทุกถ้วย นอกจากนี้เขายังรั้งตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ ทีมชาติเบลเยี่ยม จากการซัดไปแล้ว 40 ประตูในการลงสนาม 75 นัด (14 กรกฎาคม 2018) ดาวยิงเจ้าของส่วนสูง 190 ซม. เริ่มต้นอาชีพนักเตะกับ รูเปล บูม สโมสรในบ้านเกิด และขยับไปอยู่กับ ลีร์เซ่ ก่อนจะมาลงเอยกับ อันเดอร์เลชท์ ในท้ายที่สุด ลูกากู เปิดตัวในฐานะนักเตะอาชีพเมื่อเขามีอายุได้เพียง 16 ปี ก่อนจะกลายมาเป็นดาวซัลโวสูงสุดของ เบลเยี่ยมโปรลีก ในฤดูกาล 2009-10 ที่ อันเดอร์เลชท์ คว้าแชมป์ไปครอง และในปี 2011 เขายังมาคว้ารางวัล เบลเจี้ยน อีโบนี่ ชู ที่มอบให้กับผู้เล่นชาวแอฟริกันหรือมีเชื้อสายที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในปีนั้น จนกระทั่งช่วงหน้าร้อนปี 2011 ลูกากู ก็ได้ย้ายไปร่วมทีม เชลซี แต่ได้รับโอกาสลงสนามอย่างกระปิดกระปอยภายในฤดูกาลแรก จึงได้ย้ายออกไปอยู่กับ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน และ เอฟเวอร์ตัน ด้วยสัญญายืมตัวในอีก 2 ฤดูกาลถัดมา ก่อนจะลงเอยเซ็นสัญญาถาวรกับฝ่ายหลังในปี 2014 ด้วยค่าตัว 28 ล้านปอนด์ และกลายมาเป็นนักเตะเจ้าของสถิติค่าตัวสูงสุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยดีลที่อาจมีมูลค่าสูงถึง 90 ล้านปอนด์ในอีก 3 ปีถัดมา ลูกากู ประเดิมสนามให้กับทีมชาติเบลเยี่ยมชุดใหญ่เมื่อปี 2010 และติดอยู่ในทีมชุดตะลุย ฟุตบอลโลก 2014, ยูโร 2016 และ ฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งในทัวร์นาเมนต์ล่าสุด เขาครองตำแหน่งรองดาวซัลโวร่วมจากผลงาน 4 ประตูที่ช่วยให้ทีมคว้าอันดับ 3 ได้สำเร็จ

    เส้นทางในระดับสโมสร
    ระดับเยาวชน
    ลูกากู เริ่มต้นขัดเกลาฝีเท้ากับ รูเปล บูม สโมสรท้องถิ่นตั้งแต่วัย 5 ขวบ หลังจาก 4 ปีผ่านไปเขาก็ถูกค้นพบโดยแมวมองของ ลีร์เซ่ ทีมในระดับ เบลเยี่ยมโปรลีก ที่พาเขาไปเข้าร่วมทีมระดับเยาวชน โดยในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่นั่นเขาซัดไป 121 ประตูจาก 68 เกมส์ จนกระทั่งถึงคราวที่ ลีร์เซ่ ร่วงตกชั้นจากลีกสูงสุด ก็เป็นจังหวะที่ อันเดอร์เลชท์ เข้ามากว้านซื้อ 13 นักเตะรุ่นเยาว์ของพวกเขาออกไปในช่วงกลางฤดูกาล 2006-07 ซึ่งรวมไปถึง ลูกากู ด้วย จากนั้นเขาก็ลงเล่นให้กับทีมชุดเยาวชนของ อันเดอร์เลชท์ และกดไปอีก 131 ประตูจาก 93 นัดตลอดระยะเวลา 3 ปี

    อันเดอร์เลชท์
    ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2009 ซึ่งเป็นวันที่ ลูกากู มีอายุครบ 16 ปีบริบูรณ์ เขาก็ได้รับสัญญาระดับอาชีพจาก อันเดอร์เลชท์ ที่มีระยะเวลาไปจนถึงปี 2012 ก่อนที่ 11 วันให้หลังจะมาเปิดตัวครั้งแรกในเกมส์ แชมเปี้ยนชิพ เพลย์ออฟ กับ สตองดาร์ด ลีแอช ที่ทีมพ่ายไป 1-0 จากการถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองของ วิคเตอร์ แบร์นาร์เดซ ในนาทีที่ 69 หลังจากนั้นเขาก็ได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาล 2009-10 โดยมายิงประตูแรกได้ในช่วงท้ายเกมส์ที่พบกับ ซูลเต้ วาเรเกม หลังลุกออกจากม้านั่งสำรองลงมาแทนที่ คานู แข้งชาวบราซิล ในวันที่ 28 สิงหาคม 2009 โดยหลังจากจบฤดูกาลนั้นเขาสามารถคว้ารางวัลดาวซัลโว เบลเยี่ยมโปรลีก ได้จากการซัดไป 15 ประตู และช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์สมัยที่ 30 ไปครอง ในฤดูกาลถัดมา ลูกากู ก็ยังคงเป็นขุมกำลังหลักในแนวรุกของทีม และช่วยยิงไป 4 ประตูในเกมส์ยุโรปจนช่วยให้ อันเดอร์เลชท์ มาไกลจนถึงรอบ 16 สุดท้ายใน ยูโรปา ลีก และสรุปยอดด้วยการทำไป 20 ประตูจากการลงสนาม 50 นัดรวมกันในทุกถ้วย

    เชลซี
    ในเดือนสิงหาคม 2011 ลูกากู ย้ายไปร่วมทีม เชลซี ใน พรีเมียร์ลีก ด้วยค่าตัวที่มีรายงานเบื้องต้นประมาณ 10 ล้านปอนด์และสามารถพุ่งขึ้นสูงถึง 17 ล้านปอนด์หากบรรลุเงื่อนไขต่างๆ เขาเลือกใช้เสื้อเบอร์ 18 จากการเซ็นสัญญา 5 ปี และมีโอกาสลงสนามเปิดตัวในชัยชนะ 3-1 เหนือ นอริช ซิตี้ จากการถูกเปลี่ยนลงไปเป็นตัวสำรองแทนที่ เฟร์นานโด ตอร์เรส ในนาทีที่ 83 ลูกากู ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงนัดแรกในเกมส์ ลีก คัพ ที่พบกับ ฟูแล่ม ก่อนที่ เชลซี จะเอาชนะคู่แข่งได้จากการดวลจุดโทษ โดยตลอดทั้งซีซั่นเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ลงเล่นอยู่กับทีมสำรอง จนมาได้โอกาสเป็นผู้เล่น 11 คนแรกในเกมส์ พรีเมียร์ลีก นัดปิดฤดูกาลที่พบกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และสามารถคว้าตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ จากการช่วยแอสซิสต์ให้ จอห์น เทอร์รี่ ยิงประตูแรกได้ในชัยชนะ 2-1 อย่างไรก็ตามเขามีความวิตกกังวลและรู้สึกผิดหวังกับการแทบไม่มีส่วนร่วมกับทีมเลยตลอดซีซั่นเปิดตัว และยังมีการเปิดเผยอีกว่า หลัง สิงห์บลูส์ สามารถก้าวขึ้นไปครองบัลลังก์แชมป์ยุโรปได้จากการเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ในนัดชิงชนะเลิศเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2012 เขาปฏิเสธที่จะฉลองด้วยการชูถ้วยบิ๊กเอียร์เนื่องจากรู้สึกว่าตนเองไม่มีส่วนร่วมในชัยชนะครั้งนี้

    เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน (ยืมตัว)
    ท่ามกลางข่าวลือในช่วงพรีซีซั่นว่า ลูกากู เตรียมจะย้ายไปอยู่กับ ฟูแล่ม ด้วยสัญญายืมตัว แต่แล้วในวันที่ 10 สิงหาคม 2012 เขาก็ตกลงย้ายไปร่วมทีม เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ด้วยสัญญายืมตัวตลอดระยะเวลา 1 ปี หลังจากนั้น 8 วันต่อมาเขาก็ซัดประตูแรกได้ในเกมส์เปิดฤดูกาลอันสวยหรูจากการอัด ลิเวอร์พูล ผู้มาเยือนยับเยิน 3-0 ด้วยการถูกส่งลงสนามในช่วง 20 นาทีท้ายในวันที่ 22 กันยายน เขาได้รับโอกาสเปิดตัวที่ เดอะ ฮอว์ธอร์นส์ ตั้งแต่นาทีแรกในเกมส์ที่ชนะ เรดดิ้ง 1-0 และยังเป็นผู้ยิงประตูชัยให้ทีมอีกด้วย ก่อนที่ 2 เดือนถัดมาจะสวมบทซูเปอร์ซับด้วยการลงมาแทนที่ เชน ลอง ในนาทีที่ 70 และรับหน้าที่สังหารจุดโทษรวมถึงช่วยปั้นให้ มาร์ค อองตวน ฟอร์จูน ยิงประตูปิดกล่องในชัยชนะนอกบ้าน 2-4 ที่ทำให้ เดอะ แบ็กกี้ส์ สามารถเก็บชัยชนะในลีกสูงสุดได้ 4 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1980 ตอนช่วงต้นปี 2013 ในขณะที่ ลูกากู ออกมาเปิดเผยว่ารู้สึกปรับตัวได้เป็นอย่างดีกับ เวสต์บรอมฯ และหวังจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกในฤดูกาลหน้า แต่ก็มีบทสัมภาษณ์จาก เดลี่ เมล์ ที่อ้างว่า เขายังคงปรารถนาที่จะกลายเป็นตำนานในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ จนกระทั่งวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เขาก็กลายเป็นตัวแสบของ ลิเวอร์พูล อีกครั้งเมื่อลุกออกจากม้านั่งสำรองในช่วงไม่ถึง 20 นาทีสุดท้าย และลงมาซัดประตูตอกฝาโลงในการบุกไปเก็บ 3 คะแนนเต็มที่ แอนฟิลด์ ด้วยสกอร์ 0-2 ในนัดปิดฤดูกาล 2012-13 ลูกากู มาทำ เพอร์เฟ็คท์ แฮตทริก ที่น่าตื่นตะลึงได้ เมื่อลงสนามมาในช่วง 45 นาทีหลังและยิง 3 ประตูช่วยให้ทีมที่เคยตกเป็นรองถึง 3 ลูกกลับมาแบ่งแต้มจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ด้วยสกอร์คุ้มค่าตั๋วคนดู 5-5 โดยในแมตช์นั้นยังเป็นเกมส์ที่ 1,500 ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน รวมถึงเป็นนัดสุดท้ายในการทำหน้าที่ผจก.ทีมของเขาอีกด้วย สรุปผลงานเต็มซีซั่น ลูกากู ทำไป 17 ประตูกับ 7 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 38 เกมส์ในทุกรายการ

    เอฟเวอร์ตัน (ยืมตัว)
    ในช่วงต้นฤดูกาล 2013-14 เขากลับมาลงสนามให้ เชลซี ในเกมส์ พรีเมียร์ลีก 2 นัดในฐานะตัวสำรอง และยังมีโอกาสลงเล่นในเกมส์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2013 โดยถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองของ เฟร์นานโด ตอร์เรส ในระหว่างช่วงต่อเวลาพิเศษ ก่อนจะกลายเป็นผู้ที่ยิงจุดโทษพลาดจนทำให้ทีมพ่ายแพ้ บาเยิร์น มิวนิค ไปด้วยสกอร์รวม 7-6 จนกระทั่งวันสุดท้ายก่อนปิดตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ ลูกากู ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม เอฟเวอร์ตัน ด้วยสัญญายืมตัวตลอดทั้งซีซั่น เขาลงประเดิมนัดแรกให้ทีมในการพบกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2013 และเป็นผู้โหม่งประตูชัย 3-2 ในเกมส์นั้น โดยระหว่างเทคตัวขึ้นโหม่งลูกชี้ขาด ศรีษะของเขาก็ไปกระแทกกับผู้เล่นกองหลังฝั่งตรงข้ามจนน็อคไปและถูกหามออกจากสนามเพื่อมาปฐมพยาบาล เขาพึ่งมารู้ตัวในภายหลังว่าเป็นผู้ทำประตูชัยจากปากของทีมแพทย์ 9 วันถัดมาเขาสามารถซัด 2 ประตูได้ในเกมส์เปิดตัวที่ กูดิสัน พาร์ค จากชัยชนะ 3-2 เหนือ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด และยังเป็นคนจ่ายให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ทำประตูได้อีกด้วย ก่อนจะมายิงได้ 3 นัดติดในแมตช์ต่อมาจากเกมส์ที่บุกไปพ่าย แมนฯ ซิตี้ 3-1 จนกระทั่งก่อนปลายเดือนพฤศจิกายน เขาสามารถกดได้อีก 2 เม็ดในการเปิดบ้านทำศึก เมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ ที่เสมอกับ ลิเวอร์พูล ไปแบบสุดมันส์ 3-3 ในช่วงต้นมกราคม 2014 สำนักข่าวการ์เดี้ยนส์ ยก ลูกากู ให้เป็น 1 ใน 10 นักเตะดาวรุ่งที่น่าจับตามองของยุโรป แต่แล้วในช่วงปลายเดือนเขาก็มาได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกันเองกับ แกเร็ธ แบร์รี่ กองกลางเพื่อนร่วมทีม จากความพ่ายแพ้ 4-0 ใน เมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ นัดเยือนที่แอนฟิลด์ ลูกากู กลับมาลงสนามได้อีกครั้งในวันที่ 1 มีนาคม โดยลงมาเป็นซูเปอร์ซับและยิงประตูชัยให้ทีมเฉือนเอาชนะ เวสต์แฮม 1-0 จนกระทั่งวันที่ 6 เมษายน เขาทำได้ 1 ประตูกับอีก 1 แอสซิสต์ ในเกมส์ที่เปิดรังไล่ต้อน อาร์เซน่อล 3-0 พร้อมสร้างสถิติเก็บชัยชนะ 6 นัดรวดให้กับทีม ปิดท้ายฤดูกาลเขายิงได้ทั้งหมด 16 ประตูกับ 8 แอสซิสต์จากการลงเล่น 36 เกมส์ในทุกรายการ และโดยเฉพาะจาก 15 ประตูในลีกก็มีส่วนช่วยให้ ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน จบฤดูกาลในอันดับที่ 5 พร้อมสร้างสถิติเก็บไป 72 แต้มซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดที่พวกเขาทำได้ในยุค พรีเมียร์ลีก

    เอฟเวอร์ตัน ฤดูกาล 2014-15
    ในที่สุด ลูกากู ก็ตกลงเซ็นสัญญาถาวรระยะเวลา 5 ปีกับ เอฟเวอร์ตัน และกลายเป็นเจ้าของสถิติสโมสรด้วยค่าตัว 28 ล้านปอนด์ พร้อมเลือกเบอร์เสื้อหมายเลข 10 ให้กับตนเอง วันที่ 13 กันยายน 2014 เขายิงประตูแรกให้กับต้นสังกัดใหม่อย่างเป็นทางการในเกมส์ที่บุกไปเอาชนะ เวสต์บรอมฯ ทีมเก่า 0-2 โดยที่เจ้าตัวเลือกจะไม่แสดงความดีใจหลังทำประตูได้จนได้รับเสียงปรบมือจากแฟนๆเจ้าถิ่น ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2015 ลูกากู มาทำแฮตทริกแรกกับทีมได้จากเกมส์ที่บุกไปถล่ม ยัง บอยส์ ถึงถิ่น 1-4 ในรายการ ยูโรปา ลีก รอบน็อคเอาท์ และยังยิงในรายการนี้ได้ต่อเนื่องอีกใน 3 นัดถัดมา ถึงแม้ เอฟเวอร์ตัน จะจอดป้ายอยู่แค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่ด้วยผลงาน 8 ประตูในถ้วยยุโรปใบเล็ก ก็ทำให้เขาครองตำแหน่งดาวซัลโวร่วมกับ อลัน ของ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก สรุปรวมแล้ว ลูกากู ทำไป 20 ประตูกับ 7 แอสซิสต์จากการลงเตะ 48 เกมส์ในทุกถ้วยตลอดทั้งซีซั่น

    ฤดูกาล 2015-16
    ในวันที่ 15 สิงหาคม 2015 ระหว่างการเผชิญหน้ากับ เซาแธมป์ตัน ซึ่งเป็นแมตช์เยือนแรกของฤดูกาล ลูกากู จัดการกด 2 ประตูที่ช่วยให้ทีมรักษาสกอร์ 0-3 ไว้ได้ตั้งแต่ครึ่งแรกจนจบเกมส์ โดยก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นเขาได้มอบเสื้อยืดให้กับแฟนบอลในสนามคนหนึ่งเพื่อเป็นของรางวัลปลอบใจจากอุบัติเหตุระหว่างการวอร์มอัพที่เขาเผลอเตะบอลไปโดน อีก 11 วันให้หลังเขามารับบทฮีโร่ยิง 2 ประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษที่ช่วยให้ทีมบุกไปเอาชนะ บาร์นสลี่ย์ 3-5 ในเกมส์ ลีก คัพ รอบสอง ก่อนจะมายิงเบิ้ลได้อีกในเดือนต่อมาจากการพาทีมไล่ตามหลัง เวสต์บรอมฯ 2 ประตูจนพลิกกลับมาชนะ 2-3 ที่ เดอะ ฮอว์ธอร์นส์ จนกระทั่งวันที่ 21 พฤศจิกายน หลังยิง 2 ประตูในเกมส์ที่เปิดรังถล่ม แอสตัน วิลล่า 4-0 ก็ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นคนที่ 5 ที่กระหน่ำครบ 50 ประตูใน พรีเมียร์ลีก ก่อนอายุครบ 23 ปีเต็ม ต่อหลังจาก ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, ไมเคิ่ล โอเว่น, เวย์น รูนี่ย์ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในวันที่ 12 ธันวาคม จากประตูแรกของทีมในเกมส์ที่พ่ายคารังให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-3 ก็ทำให้ ลูกากู กลายเป็นผู้เล่นคนแรกของ เอฟเวอร์ตัน ที่ยิงประตูได้ 7 นัดต่อเนื่องใน พรีเมียร์ลีก และยังเป็นคนแรกที่ทำได้ 8 เกมส์ติดต่อกันในทุกรายการนับตั้งแต่ที่ เดฟ ฮิกสัน เคยทำไว้เมื่อปี 1954 ลูกากู มาสร้างสถิติสโมสรต่อจาก แกรม ชาร์ป จากการยิงได้ถึง 20 ประตูรวมกันในทุกถ้วยติดต่อกันเป็นปีที่ 2 หลังกดเพิ่ม 1 ประตูจากชัยชนะ 0-3 ในเกมส์ที่บุกไปเยือน สโต๊ค ซิตี้ เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2016 และยังเป็นประตูที่ 16 ใน พรีเมียร์ลีก เทียบเท่ากับสถิติที่ โทนี่ ค็อตตี้ และ อังเดร แคนเชลสกี้ส์ เคยทำไว้ในช่วงยุคปี 90 สรุปรวมแล้วซีซั่นนั้น เขายิงได้ 25 ประตูกับ 7 แอสซิสต์จากการลงเตะ 46 นัดในทุกรายการ

    ฤดูกาล 2016-17
    ลูกากู เริ่มต้นการมีชื่ออยู่บนสกอร์บอร์ดในเกมส์ลีกนัดที่ 4 ของฤดูกาลจากการซัดแฮตทริกในการบุกไปเยือน ซันเดอร์แลนด์ และพาทีมเก็บ 3 คะแนนออกมาด้วยชัยชนะ 0-3 จนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2017 เจ้าตัวระเบิดฟอร์มกระหน่ำคนเดียว 4 ลูกจากชัยชนะ 6-3 เหนือ บอร์นมัธ ที่ กูดิสัน พาร์ค โดยประตูแรกของเขาที่เกิดขึ้นหลังเกมส์เริ่มเพียงแค่ 30 วินาที ยังเป็นสถิติการยิงได้เร็วที่สุดของ ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน ใน พรีเมียร์ลีก อีกด้วย ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ จากประตูปิดท้ายในเกมส์ที่เปิดบ้านเอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ 2-0 ก็ทำให้เขาทำสถิติสโมสรเทียบเท่า 60 ประตูใน พรีเมียร์ลีก ของ ดันแคน เฟอร์กูสัน จนถึงก่อนกลางเดือนมีนาคม จากหนึ่งประตูที่ทำได้ในเกมส์ที่ไล่ต้อน เวสต์บรอมฯ 3-0 ก็ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นคนแรกของ เอฟเวอร์ตัน ต่อจาก บ็อบ แลทช์ฟอร์ด ตำนานศูนย์หน้าของทีม ที่ยิงได้ถึง 20 ประตูรวมกันทุกถ้วย 3 ฤดูกาลติดต่อกัน ก่อนที่สัปดาห์ต่อมาในนัดที่ถล่ม ฮัลล์ ซิตี้ 4-0 จะทำให้ ลูกากู กลายเป็นนักเตะคนแรกของทีมต่อจาก แกรี่ ลินิเกอร์ ที่ยิงในลีกได้ถึง 20 ประตูต่อหนึ่งฤดูกาล ระหว่างเดือนมีนาคม 2017 ลูกากู บอกปัดสัญญาฉบับใหม่จากทีมที่มีรายงานค่าเหนื่อยสูงถึง 140,000 ปอนด์/สัปดาห์ ท่ามกลางข่าวลือว่าเขาเตรียมตัวจะย้ายกลับไปอยู่กับ เชลซี ซึ่งจากบทสัมภาษณ์ที่ออกมาช่วงนั้น เขาพูดถึงความใฝ่ฝันที่จะได้ย้ายไปอยู่กับทีมใหญ่และลงแข่งขันในเวที ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงมีการกล่าวโจมตีไปถึง โรนัลด์ คูมัน ผจก.ทีมของเขาอีกด้วย จากผลงานอันยอดเยี่ยมด้วยการทำไป 26 ประตูบวกกับ 7 แอสซิสต์ในการลงสนามรวมกัน 39 เกมส์ในทุกถ้วย ทำให้ ลูกากู ติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาลเป็นครั้งแรก และอยู่ในลิสต์ 6 คนสุดท้ายที่ได้ลุ้นเข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมและดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปีอีกด้วย

    แมนฯ ยูไนเต็ด
    จากที่เริ่มต้นมีข่าวกับต้นสังกัดเก่าอยู่ดีๆ สุดท้ายแล้ว ลูกากู ก็เลือกย้ายไปเซ็นสัญญายาว 5 ปีกับ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยไม่มีการเปิดเผยค่าตัวอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีรายงานว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 75 ล้านปอนด์บวกกับเงื่อนไขอื่นๆอีกราว 15 ล้านปอนด์ ซึ่งดีลนี้ยังเป็นการย้ายสลับขั้วกับ เวย์น รูนี่ย์ ที่ได้หวนกลับไปยังสโมสรแรกของเขา โดยในระหว่างพรีซีซั่น เขาได้สอบถามไปยัง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ถึงความต้องการใช้เบอร์เสื้อหมายเลข 9 จนกระทั่งช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่มีการยืนยันว่าเขาได้หมายเลขนั้นไปครอง เขาเปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วยการทำไป 1 ประตูในการพบกับ เรอัล มาดริด ในเกมส์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2017 ที่ทีมพ่ายไป 2-1 ก่อนจะลงสนามในนัดเปิดฤดูกาลกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด โดยทำได้ 2 ประตูพร้อมช่วยให้ทีมเก็บ 3 คะแนนเอาฤกษ์เอาชัยไปด้วยสกอร์ 4-0 และกลายเป็นผู้เล่น ปีศาจแดง คนที่ 4 ที่สามารถยิง 2 ประตูได้จากนัดเปิดตัวใน พรีเมียร์ลีก ในวันที่ 27 กันยายน 2017 ลูกากู เหมาคนเดียว 2 ลูกจากชัยชนะ 4-1 เหนือ ซีเอสเคเอ มอสโก ในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก และกลายเป็นประตูที่ 10 ของเจ้าตัวจากการลงเล่น 9 นัด พร้อมทำสถิติแซงหน้า เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ที่เคยทำไว้ 9 ประตูจากการลงสนาม 9 เกมส์แรกให้กับทีม จนกระทั่งวันที่ 16 มีนาคม 2018 จากประตูขึ้นนำในนัดที่เปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไล่ต้อน สวอนซี ซิตี้ 2-0 ก็ทำให้ ลูกากู ซัดประตูใน พรีเมียร์ลีก ครบ 100 ตุงจากการลงเตะ 216 เกมส์ และกลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดอันดับ 5 ที่ก้าวเข้ามาอยู่ในทำเนียบนี้ สรุปผลงานในปีแรกกับ ยูไนเต็ด เขายิงไป 27 ประตูบวกกับ 9 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 51 เกมส์ในทุกถ้วย

    โรเมลู ลูกากู

    เส้นทางในระดับทีมชาติ
    ลูกากู เริ่มสร้างชื่อด้วยการเป็นตัวแทนให้กับ ทีมชาติเบลเยี่ยมชุด U-21 และสามารถทำประตูแรกได้ในเกมส์เปิดตัวกับ สโลวีเนีย จนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2010 เขาก็ได้โอกาสลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่ในเกมส์อุ่นเครื่องกับ โครเอเชีย ก่อนจะมายิงประตูแรกได้ในช่วงปลายปีนั้นจากการทำ 2 ประตูในแมตช์กระชับมิตรกับ รัสเซีย ในวันที่ 11 ตุลาคม 2013 ลูกากู ซัด 2 ประตูช่วยให้ เบลเยี่ยม เฉือนเอาชนะ โครเอเชีย 2-1 พร้อมการันตีการเข้าร่วมแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2014 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2014 เขาก็ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 23 ขุนพลที่จะร่วมออกเดินทางไปยังทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่ บราซิล โดยในช่วงปลายเดือนนั้น เขาสามารถทำแฮตทริกได้ในเกมส์อุ่นเครื่องกับ ลักเซมเบิร์ก แต่ทว่า เบลเยี่ยม ดันใช้โควตาเปลี่ยนตัวในนัดนั้นไปถึง 7 คน เกินกว่าที่มีการกำหนดไว้ 6 คน จึงทำให้แมตช์นั้นไม่ได้รับการรับรองจากทางฟีฟ่า ลูกากู ได้ออกสตาร์ทในเกมส์แรกของ เวิลด์ คัพ 2014 ที่พบกับ แอลจีเรีย แต่ก็อยู่ในสนามได้เพียง 58 นาทีก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกและเป็น ดิว็อค โอริกี้ ที่ลงมาแทนที่เขา จนถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่เขาได้รับโอกาสลงสนามในฐานะตัวสำรองในช่วงต่อเวลาพิเศษ และมาแผลงฤทธิ์จนได้เมื่อช่วยเปิดบอลให้ เควิน เดอ บรอยน์ ยิงประตูเบิกร่องในนาทีที่ 93 ก่อนจะมาซัดเอง 1 ลูกในนาทีที่ 105 จนทำให้ทีมเฉือนเอาชนะ สหรัฐอเมริกา ไปได้หวุดหวิด 2-1

    จนมาถึง ยูโร 2016 ที่ ลูกากู ยังคงยึดตำแหน่งศูนย์หน้าตัวหลักของทีมเอาไว้ได้ โดยมายิงประตูแรกในทัวร์นาเมนต์ได้จากการเหมาคนเดียว 2 ลูกในเกมส์รอบแบ่งกลุ่มนัดที่ 2 จากการถล่ม ไอร์แลนด์ 3-0 และก็เป็นเพียง 2 ประตูที่เขาทำได้ในรายการนี้ก่อนที่ เบลเยี่ยม จะไปได้ไกลถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2017 ลูกากู สร้างสถิติดาวซัลโวสูงสุดในนาม ทีมชาติเบลเยี่ยม เทียบเท่า แบร์กนาร์ ฟูร์ฮูฟ และ ปอล ฟาน ฮิมส์ท หลังซัดเบิ้ลได้ในเกมส์กระชับมิตรกับ เม็กซิโก ที่จบลงด้วยสกอร์ 3-3 จนกระทั่งอีก 4 วันถัดมา เขาก็กลายเป็นเจ้าของสถิติแต่เพียงผู้เดียวที่ 31 ประตูจากการกระทุ้งประตูชัยให้ทีมเฉือนเอาชนะ ญี่ปุ่น 1-0 อย่างไรก็ตามทาง ฟีฟ่า ยังคงบันทึกผลงานของเขาไว้แค่ 28 ประตูจากการหักลบ 3 ประตูที่เคยทำไว้ในเกมส์ถล่ม ลักเซมเบิร์ก 5-1 ที่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นจาก มาร์ค วิลม็อตส์ เกิน 6 คนในปี 2014 จนกระทั่งวันที่ 6 มิถุนายน 2018 ลูกากู ถึงได้ครองตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของเบลเยี่ยมอย่างเป็นทางการ หลังยิงประตูที่ 31 ของตนเองได้ในเกมส์อุ่นเครื่องที่เอาชนะ อียิปต์ 3-0 ลูกากู มาประเดิมยิงได้ 2 ประตูจากนัดเปิดสนามของทีมใน ฟุตบอลโลก 2018 ที่ไล่ต้อน ปานามา 3-0 ก่อนจะซัด 2 ตุงได้อีกในนัดถัดมาที่ถล่ม ตูนิเซีย ราบคาบ 5-2 จนทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นคนแรกในรายการ เวิลด์ คัพ ต่อจาก ดีเอโก้ มาราโดน่า ที่ยิงได้ 2 ประตูติดต่อกัน 2 นัดเมื่อปี 1986 สุดท้ายด้วยผลงาน 4 ประตูกับ 1 แอสซิสต์ของเขาก็ช่วยให้ เบลเยี่ยม คว้าตำแหน่งที่ 3 มาครอง

    สไตล์การเล่น
    ลูกากู คือนักเตะเท้าซ้ายธรรมชาติ ที่เมื่อปี 2014 เคยถูก สำนักข่าวการ์เดี้ยนส์ ยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 ผู้เล่นดาวรุ่งพุ่งแรงของยุโรป โดยมีจุดเด่นในด้านพละกำลังที่พร้อมจะเล่นงานกองหลังฝั่งตรงข้ามได้ทุกเวลา จากบทสัมภาษณ์กับ อีเอสพีเอ็น ในปี 2016 เขาเอ่ยชื่อถึง 2 กองหน้าคนโปรด ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา และ นิโกล่าส์ อเนลก้า ผู้เคยเป็นเพื่อนร่วมทีมกับเขาที่ เชลซี แต่กับรายชื่อคนที่ 3 ที่เขาเอ่ยถึงระหว่างพูดคุยด้วยความตื่นเต้นก็คือ โรนัลโด้ ตำนานกองหน้าชาวบราซิล ผู้เป็นไอดอลในดวงใจของเขา “โรนัลโด้ เปลี่ยนแปลงวงการลูกหนัง เขาคือหนึ่งเดียวที่คุณควรเฝ้ามอง เมื่อคุณได้เห็นสเต็ปลีลาของเขาก็อาจจะเกิดคำถามในใจขึ้นว่า ใครจะทำอย่างนี้ได้ และคุณก็คงรู้สึก ’ว้าว’ เมื่อได้เห็นกองหลังพากันล้มระเนระนาด และจากประตูทั้งหลายที่เขาทำไว้และได้มาในช่วงเวลาสำคัญๆ มันคงทำให้คุณรู้สึกว่า โห พี่ ทำไมมันดูชิลล์ๆแบบนี้ ” นอกจากนี้เขายังกล่าวชื่นชมดาวยิงขวัญใจในวัยเด็กเพิ่มเติมอีกว่า “เขาเปลี่ยนมิติใหม่ของการเป็นศูนย์หน้า เขารวดเร็ว เขาลากเลื้อยได้อย่างกับผู้เล่นปีก มีฝีเท้าอย่างกับพวกนักวิ่งระยะสั้น และแข็งแกร่งอย่างกับวัว” และเมื่อถูกถามความเห็นถึงเรื่องที่เขามีคุณสมบัติใกล้เคียงกับ โรนัลโด้ ก็ได้รับคำตอบว่า “เทียบกับ โรนัลโด้ หรือ? โรนัลโด้ มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น”

    ชีวิตส่วนตัว
    ลูกากู ลืมตาดูโลกขึ้นใน เมืองอันท์เวิร์ป ที่อยู่แถบตอนเหนือของ ประเทศเบลเยี่ยม โดยครอบครัวชาวคองโก พ่อของเขา โรเจอร์ ลูกากู ก็เคยเป็นนักเตะอาชีพและลงเล่นให้กับ ทีมชาติซาอีร์ มาก่อน เขายังมีน้องชายอีกหนึ่งคน จอร์แดน ที่เริ่มต้นฝึกปรือฝีเท้ามากับ อันเดอร์เลชท์ และปัจจุบันกำลังค้าแข้งในตำแหน่งแบ็คซ้ายอยู่กับ ลาซิโอ นอกจากนี้ โบลี่ โบลิงโกลี่-เอ็มบอมโบ้ ญาติของเขาก็ลงเล่นเป็นวิงแบ็คซ้าย ให้กับ ราปิด เวียนนา ช่วงชีวิตวัยรุ่นของ ลูกากู เคยถูกสร้างเป็นซีรี่ย์สารคดีทางโทรทัศน์ที่เผยแพร่ในภาษาดัตช์ โดยเป็น เรียลลิตี้ โชว์ ที่ตามเกาะติดตัวเขาและเพื่อนร่วมห้องตลอดระยะเวลา 1 ปีที่โรงเรียน แซงต์-กีดอง ในย่านกลาง กรุงบรัสเซลส์ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เจ้าตัวกำลังเป็นดาวเด่นอยู่กับทีมเยาวชน อันเดอร์เลชท์ จนถึงปี 2009 เนื้อหาในซีรี่ย์ยังคงตามติดไปถึงทริปทัศนศึกษาใน กรุงลอนดอน ที่มีการแวะเยี่ยมชมสนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ โดย ลูกากู ได้ออกมาเผยความรู้สึกในเวลานั้นว่า “มันเป็นสนามที่ยอดเยี่ยม หากมีวันหนึ่งในชีวิตที่ผมจะปลาบปลื้มจนน้ำตาไหล มันคงเป็นวันที่ผมได้ลงเล่นที่นี่ ผมรักเชลซี” ในขณะที่ยังเคยพูดถึง ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ว่าเป็นสุดยอดฮีโร่ของเขาคนหนึ่งอีกด้วย นอกเหนือจาก ภาษาฝรั่งเศส และ ดัตช์ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ลูกากู ยังพูด อังกฤษ ได้อย่างคล่องแคล่ว รวมถึงภาษา โปรตุกีส, สแปนิช และภาษาท้องถิ่นคองโก รวมถึงยังพอเข้าใจ ภาษาเยอรมัน อีกด้วย เขายังเป็น โรมันคาทอลิก ที่เคร่งครัด และเคยไปร่วมแสวงบุญที่ ลูร์ด สถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของคริสต์ศาสนิกชนใน ประเทศฝรั่งเศส

    ลูกากู ทีมชาติเบลเยี่ยม

    Tags : , ,

    บทความที่เกี่ยวข้อง