เปิดแฟ้มประวัติ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ดาวยิงฟันขาววิ้ง

    22/12/2018 newsmod

    โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่

    โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ บาร์โบซ่า เด โอลิเวียร่า (Roberto Firmino Barbosa de Oliveira) หรือที่แฟนบอลส่วนใหญ่รู้จักกันดีในนาม “โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่” เขาเป็นนักเตะชาวบราซิลที่ลงเล่นในตำแหน่งกองหน้าให้กับ ลิเวอร์พูล และ ทีมชาติบราซิล ฟีร์มิโน่ เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1991 (27 ปี) และเริ่มต้นอาชีพนักเตะกับ ฟิเกเรนเซ่ ในปี 2009 ก่อนจะเดินทางจากบ้านเกิดมาอยู่กับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในอีก 2 ปีต่อมาและได้ใช้เวลาอยู่ใน เยอรมัน นานถึง 4 ปีครึ่ง เขาเริ่มฉายแววเด่นจากการทำไป 16 ประตูจาก 33 เกมภายในซีซั่น 2013-14 ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลนักเตะที่พัฒนาได้อย่างยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล จนกระทั่งช่วงหน้าร้อนปี 2015 เขาก็ได้ย้ายไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล และเริ่มสร้างชื่อเสียงจากความสร้างสรรค์ การจบสกอร์ และความขยันทุ่มเทเกินร้อย จนได้รับสมญานามจาก เจอร์เก้น คล็อปป์ เจ้านายคนปัจจุบันว่า “เครื่องจักร” จากสไตล์การเล่นที่ลงตัวเหมาะเจาะกับระบบการเล่นสวนกลับของทีม ฟีร์มิโน่ เริ่มติดทีมชาติบราซิลครั้งแรกเมื่อปี 2014 และมีส่วนร่วมในทีมที่ลงแข่งขัน โคปา อเมริกา 2015 ที่ ชิลี และ ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2018 ที่ รัสเซีย

    เส้นทางในระดับสโมสร
    จุดเริ่มต้น
    ฟีร์มิโน่ เริ่มต้นเตะฟุตบอลครั้งแรกกับ ซีอาร์บี สโมสรท้องถิ่นในแถบบ้านเกิด จนฟอร์มของเขาเกิดมาเตะตา มาร์เซยัส ปอร์เตย่า ที่ทำงานเป็นแพทย์ประจำทีมอยู่ที่นั่น และตัดสินใจกระโจนเข้ามาสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ก่อนจะได้ย้ายไปอยู่กับ ฟิเกเรนเซ่ ในปี 2008 ที่ได้เริ่มต้นลงเล่นในตำแหน่ง มิดฟิลด์ตัวรับ เขาได้ประเดิมสนามในเกมระดับอาชีพครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2009 จากการถูกเปลี่ยนลงเป็นตัวสำรองในช่วง 45 นาทีหลังของนัดที่พ่ายคาบ้าน 1-2 ให้กับ ปอนเต เปรต้า ในเกม เซเรีย บี บราซิล ก่อนจะถูกผลักดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ถาวรในเดือนมกราคม 2010 พร้อมกับตำแหน่งการยืนในสนามที่เริ่มขยับสูงขึ้น ฟีร์มิโน่ ซัดประตูแรกในอาชีพค้าแข้งได้เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2010 จากประตูชัย 1-0 ที่ช่วยให้ต้นสังกัดบุกไปเอาชนะ เซา คาเอตาโน่ โดยตลอดซีซั่นนั้นเขาช่วยยิงไปทั้งหมด 8 ประตูจากการลงสนาม 36 นัด และมีส่วนช่วยให้ ฟิเกเรนเซ่ ได้หวนกลับคืนสู่ เซเรีย เอ อีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน 2 ปี

    ฮอฟเฟ่นไฮม์
    ฟีร์มิโน่ ตกลงเซ็นสัญญากับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในเดือนธันวาคม 2010 โดยมีข้อผูกมัดไปจนถึงปี 2015 และได้เปิดตัวกับสโมสรอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2011 ในขณะที่ แอร์นสท์ แทนเนอร์ ผอ.กีฬา ฮอฟเฟ่นไฮม์ ก็ออกเปิดเผยความรู้สึกว่า “รู้สึกยินดีที่ได้ตัวนักเตะพรสวรรค์ชาวบราซิล” เขาได้โอกาสประเดิมสนามในเกม บุนเดสลีกา เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยถูกเปลี่ยนลงไปแทน เซบาสเตียน รูดี้ ตอนนาทีที่ 75 ในนัดที่ทีมพ่ายคาบ้านให้กับ ไมนซ์ 1-2 ก่อนจะมายิงประตูแรกที่กลายเป็นประตูชัย 1-0 ในแมตช์เฉือนเอาชนะ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2011 และจบฤดูกาลแรกไปด้วยผลงาน 3 ประตูจากการลงสนาม 11 นัดในลีก ฟีร์มิโน่ สามารถยิงประตูแรกของฤดูกาล 2011-12 ได้ในนัดที่ทีมพ่ายคาบ้านให้กับ แวร์เดอร์ เบรเมน 2-1 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม และมาซัด 2 ประตูในนัดเดียวเป็นครั้งแรกจากชัยชนะ 3-1 เหนือ โวล์ฟสบวร์ก จนถึงช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนเขาถูกดร็อปออกจากทีมชุดใหญ่พร้อมกับ ชิเนดู โอบาซี่ เพื่อนร่วมทีม หลังมาเข้าฝึกซ้อมสายจนถูกตัดรายชื่อออกจากเกมที่บุกไปพ่ายให้กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 2-0 โดยตลอดซีซั่นนั้นเขาซัดไปทั้งหมด 7 ประตูและทำได้ 4 แอสซิสต์จากการลงเตะ 33 นัดรวมกันทุกถ้วย จากบทบาทมิดฟิลด์ตัวรุกที่เริ่มถูกจับถ่างไปยืนทางซ้ายตั้งแต่ช่วงปลายซีซั่นก่อน จนถูกขยับมายืนทางฝั่งขวาเสียไปส่วนใหญ่ในซีซั่นถัดมา แต่ ฟีร์มิโน่ ก็ยกคงรักษามาตรฐานการเล่นและจบฤดูกาล 2012-13 ด้วยการทำไป 7 ประตูกับอีก 4 แอสซิสต์จากการลงสนาม 36 นัดในทุกรายการ ซึ่งรวมถึงการสวมบทบาทฮีโร่ที่ช่วยยิง 2 ประตูในเกมเพลย์ออฟหนีตกชั้นกับ ไกเซอร์สเลาเทิร์น ที่ทำให้ ฮอฟเฟ่นไฮม์ กุมความได้เปรียบไปก่อน 3-1 และอยู่รอดปลอดภัยต่อไปด้วยสกอร์รวม 2 นัด 5-2

    ในช่วงซัมเมอร์ปี 2013 โลโกโมทีฟ มอสโก สโมสรใหญ่จาก รัสเซีย พยายามยื่นข้อเสนอ 12 ล้านยูโรเพื่อดึงตัว ฟีร์มิโน่ ไปร่วมทีม ในขณะที่ อันเดรียส เบ็ค กองหลังกัปตันทีมฮอฟเฟ่นไฮม์ ก็ออกมายกย่องฟอร์มการเล่นของเขาว่าพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดในเวลาต่อมาไม่นาน ก่อนที่ ฟีร์มิโน่ จะเปิดตัวในซีซั่นใหม่ได้อย่างร้อนแรงด้วยการเหมาคนเดียว 2 ประตูในเกม บุนเดสลีกา นัดสองที่บุกไปถล่ม ฮัมบูร์ก 5-1 และยังมาซัดเบิ้ลได้อีกครั้งในเกมเยือนที่ออกไปไล่ต้อน ฮันโนเวอร์ 4-1 จนถึงช่วงปลายเดือนมีนาคม 2014 เขาก็ตกลงต่อสัญญาใหม่กับทีมไปอีก 3 ปีครึ่ง ก่อนจะจบฤดูกาลอันยอดเยี่ยมที่สุดกับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ด้วยผลงานสุดหรูจากการคว้าตำแหน่งดาวซัลโวอันดับ 4 ของ บุนเดสลีกา ที่ยิงได้ 16 ประตู โดยรวมเบ็ดเสร็จแล้วเขาทำไปทั้งหมด 22 ประตูกับอีก 16 แอสซิสต์จากการลงเล่น 37 นัดรวมกันทุกถ้วย และคว้ารางวัลผู้เล่นพัฒนาฝีเท้ายอดเยี่ยมประจำฤดูกาล จากผลงานสุดฮ็อทในซีซั่นที่ผ่านมา ทำให้ ฟีร์มิโน่ เริ่มตกเป็นข่าวกับทีมดังทั่วทั้งยุโรป แต่สุดท้ายแล้วเขาก็เลือกที่จะอยู่กับทีมต่อไปอีกหนึ่งฤดูกาล และปิดฉากการค้าแข้งกับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในฤดูกาล 2014-15 ด้วยการทำไป 10 ประตูกับอีก 12 แอสซิสต์จากการลงเตะ 36 นัดรวมกันทุกรายการ

    ลิเวอร์พูล
    ในวันที่ 23 มิถุนายน 2015 ระหว่างที่ ฟีร์มิโน่ กำลังออกเดินทางไปร่วมทัพ ขุนพลเซเลเซา เพื่อลงทำศึกในรายการ โคปา อเมริกา 2015 ที่ประเทศชิลี ทางฝั่ง ลิเวอร์พูล ก็กลายเป็นเสือปืนไวที่สามารถบรรลุเงื่อนไขส่วนตัวกับเขาและตกลงค่าตัวย้ายทีมกับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ได้ในราคา 29 ล้านปอนด์ที่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขระหว่างทัวร์นาเมนต์นั้นซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขอ เวิร์ค เพอร์มิต ก่อนที่ทีมจาก พรีเมียร์ลีก จะมาประกาศปิดดีลอย่างเป็นทางการหลังตรวจร่างกายนักเตะเป็นที่เรียบร้อยในวันที่ 4 กรกฎาคม

    ฤดูกาล 2015-16
    ฟีร์มิโน่ ลงสนามให้กับ หงส์แดง เป็นนัดแรกในเกมอุ่นเครื่องระหว่างช่วงพรีซีซั่นที่พบกับ สวินดอน ทาวน์ ก่อนจะมาเปิดตัวในเกม พรีเมียร์ลีก ครั้งแรกในนัดเปิดฤดูกาลที่ได้ลงสนามในช่วง 12 นาทีสุดท้ายเพื่อแทนที่ จอร์ดอน ไอบ์ จากชัยชนะนอกบ้าน 1-0 เหนือ สโต๊ค ซิตี้ และรอจนกระทั่งวันที่ 21 พฤศจิกายน 2015 ถึงสามารถยิงประตูแรกได้จากชัยชนะอันท่วมท้น 4-1 เหนือ แมนฯ ซิตี้ ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม ระหว่างช่วงเดือนมกราคม 2016 พอล ลิตเติ้ล คอลัมนิสต์จาก ไอริช เอ็กแซมมิเนอร์ ได้พูดถึงเขาไว้ว่า มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในซีซั่นเปิดตัวที่ อังกฤษ ถึงแม้ว่าการที่ยังไม่สามารถประสานงานได้อย่างลงตัวกับ คริสติย็อง เบนเตเก้ จะยังคงเป็นประเด็นที่ถูกเพ่งเล็งอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ฟอร์มของ ฟีร์มิโน่ ภายในปี 2016 ก็สามารถพัฒนาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จากการที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ มอบหมายบทบาทการยืนค้ำในแดนหน้าด้วยรูปแบบ ฟอลส์ ไนน์ ที่เริ่มจากการเหมาคนเดียว 2 เม็ดในเกมเสมอกับ อาร์เซน่อล ไปแบบสุดมันส์ 3-3 และนัดที่เฉือนเอาชนะ นอริช ซิตี้ ไปแบบสุดดราม่า 5-4 จนถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง อดีตสตาร์ดาวรุ่งของทีม และสามารถคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนมกราคมของสโมสร ก่อนจะจบซีซั่นเปิดตัวกับ ลิเวอร์พูล ด้วยผลงาน 11 ประตูและ 11 แอสซิสต์จากการลงเล่น 49 เกมในทุกถ้วย

    ฤดูกาล 2016-17
    ดาวเตะชาวแซมบ้า ยิงประตูแรกของซีซั่นที่ 2 ใน อังกฤษ จากเกม ลีก คัพ รอบสองที่ถล่ม เบอร์ตัน อัลเบี้ยน 5-0 และทำประตูแรกในลีกได้จากการกด 2 เม็ดจากชัยชนะ 4-1 เหนือ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ แอนฟิลด์ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2016 เขามายิงได้ 2 เกมติดต่อกันจากชัยชนะ 4-2 ที่บ้านของ คริสตัล พาเลซ ในช่วงปลายเดือนตุลาคม ก่อนจะยิง 1 จ่าย 2 ได้ในนัดถัดมาที่เปิดบ้านถล่ม วัตฟอร์ด 6-1 และทำให้ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำเป็นจ่าฝูงครั้งแรกในยุคของ คล็อปป์ หลังจากที่ทีมหลุดฟอร์มไปในช่วงต้นปี 2017 จนทำให้การไล่ล่าตำแหน่งท็อป 4 ในช่วงโค้งสุดท้ายเป็นไปอย่างลุ้นระทึก ฟีร์มิโน่ ก็มาสวมบทฮีโร่ที่ช่วยยิงประตูชัย 2 นัดติด เริ่มจากการลงมาในช่วง 45 นาทีหลังและยิงประตูแซงนำ สโต๊ค ซิตี้ 2-1 และช่วยซัดประตูโทนในนัดถัดมาที่เฉือนเอาชนะ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 1-0 จนทำให้ ลิเวอร์พูล เข้าป้ายในอันดับ 4 ได้อย่างที่ตั้งใจ พร้อมผลงานรวมของเขาในซีซั่นนั้นที่ทำไป 12 ประตูและ 11 แอสซิสต์จากการลงเล่น 41 นัดในทุกรายการ

    ฤดูกาล 2017-18
    ก่อนช่วงออกสตาร์ทฤดูกาล ฟีร์มิโน่ เปลี่ยนมาสวมชุดแข่งหมายเลข 9 หลังยอมหลีกทางให้ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ที่พึ่งเซ็นสัญญาเข้ามาใหม่ได้ใช้เบอร์เสื้อหมายเลข 11 แทนที่เขา เขามายิงประตูแรกได้ในนัดเปิดฤดูกาลจากลูกจุดโทษที่เสมอ วัตฟอร์ด 3-3 ก่อนจะช่วยยิง 1 จ่าย 1 ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบเพลย์ออฟ ที่เอาชนะ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ทีมเก่า 4-2 และช่วยให้ ลิเวอร์พูล ได้ผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มด้วยสกอร์รวม 6-3 ในวันที่ 27 สิงหาคม 2017 เขาช่วยยิงประตูขึ้นนำในนัดที่เปิดรัง แอนฟิลด์ ถล่ม อาร์เซน่อล 4-0 และมายิง 1 ประตูพร้อมกับพลาดลูกจุดโทษในนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่ม UCL ที่เสมอกับ เซบีย่า 2-2 ก่อนจะเหมาคนเดียว 2 เม็ดในเกมยุโรปที่บุกไปไล่ถลุง มาริบอร์ 7-0 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ซึ่งกลายเป็นสถิติชัยชนะนัดเยือนที่ขาดลอยที่สุดของ หงส์แดง รวมถึงทีมจากอังกฤษในรายการนี้ ฟีร์มิโน่ มายิงเบิ้ลได้อีกในนัดที่เสมอกับ เซบีย่า 3-3 ที่ เซวิลล์ และในเกมลีกที่บุกไปอัด ไบรท์ตัน 5-1 ก่อนจะยิงประตูปิดท้ายในนัดถล่ม บอร์นมัธ 4-0 จากลูกโขกเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ซึ่งก็ทำให้ ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก ที่เอาชนะในเกมนอกบ้าน 4 นัดติดต่อกันด้วย

    ผลต่างประตูไม่น้อยกว่า 3 ลูก ในขณะที่เจ้าตัวยังยิงได้อีก 2 นัดต่อเนื่องจาก 1 ตุงในผลเสมอ 3-3 กับ อาร์เซน่อล และ 2 ประตูในช่วงครึ่งเวลาหลังที่ยำใหญ่ สวอนซี ซิตี้ 5-0 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ระหว่างเกม เอฟเอ คัพ รอบ 3 ในบ้านกับ เอฟเวอร์ตัน เขากลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาหลังมีการปะทะกับ เมสัน โฮลเกต กองหลังคู่แข่งที่ผลักเขาหลุดออกนอกเส้นจนไปชนกับป้ายโฆษณาด้านข้าง ก่อนที่ทั้งคู่จะมีปากเสียงกันช่วงขณะหนึ่ง ซึ่ง ฟีร์มิโน่ ถูกกล่าวหาว่าไปพูดจาเหยียดผิว แข้งทีมท็อฟฟี่ โดยที่เขาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ ส่งผลให้ เอฟเอ ต้องลงมาสวบสวนเรื่องนี้ในวันต่อมา ซึ่งหลังเวลาผ่านไปร่วม 2 เดือน จากปากคำของพยานนักเตะ 12 คนและผู้ตัดสินอีกหลายท่าน รวมถึงการขอคำปรึกษาจากนักอ่านปากภาษาโปรตุเกส 2 ราย สุดท้ายแล้วทางสมาคมนักเตะก็ตัดสินให้ ฟีร์มิโน่ รอดพ้นจากข้อกล่าวหาด้วยสาเหตุ “หลักฐานสนับสนุนที่ไม่เพียงพอ” ในวันที่ 14 มกราคม 2018 เขามีส่วนสำคัญจาก 1 ประตูที่ช่วยให้ทีมหยุดยั้งสถิติไร้พ่ายในลีกของ แมนฯ ซิตี้ จากชัยชนะ 4-3 ที่ แอนฟิลด์ และมีส่วนร่วมกับชัยชนะนอกบ้าน 5-0 เหนือ ปอร์โต้ ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายเลกแรกจากการยิงประตูที่ 4 ในแมตช์นี้ ก่อนจะมาทำประตูชัย 2-1 ในการบุกไปเอาชนะ แมนฯ ซิตี้ ถึงถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อวันที่ 10 เมษายนและช่วยให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปด้วยผลรวม 5-1

    ในวันที่ 24 เมษายน เขาช่วยกดไป 2 ตุงจากชัยชนะในบ้าน 5-2 เหนือ โรม่า ของเกมรอบตัดเชือก UCL เลกแรก จนได้รับการต่อสัญญาเพิ่มจากสโมสรในอีก 5 วันต่อมา และได้อยู่ในสนามครบ 90 นาทีในเกมยุโรปเลกสองที่ต้องออกไปเยือนที่ กรุงโรม และพ่ายแพ้ไป 3-1 แต่ทีมก็ยังสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปด้วยสกอร์รวม 7-6 ตลอดทั้งซีซั่น ฟีร์มิโน่, โมฮัมเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ต่างช่วยกันประสานงานเกมรุกให้กับทีมได้อย่างประทับใจ จนเกิดเป็นฉายา “แฟบ โฟร์” (Fab Four) ซึ่งมีที่มาจาก “เดอะ บีทเทิ่ลส์” (The Beatles) วงดนตรีชั้นนำระดับโลกจาก เมืองลิเวอร์พูล ที่ก่อตั้งขึ้นในยุค 60 จนกระทั่งการจากไปของ คูตินโญ่ ในช่วงกลางฤดูกาลจนทำให้เกิดเป็นสมญานามของสตาร์ที่เหลือว่า “แฟบ ทรี” (Fab Three) หรือที่บ้านเราชอบเรียกกันว่า “สามประสาน SMF” ฟีร์มิโน่ ยังเป็นดาวซัลโวร่วมในถ้วยยุโรปที่ 11 ประตูเท่ากับ ซาลาห์ และยังติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยม UCL ประจำฤดูกาล 2017-18 อีกด้วย โดยที่ซีซั่นนี้ยังเป็นปีที่เขาระเบิดฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดกับ ลิเวอร์พูล ด้วยผลงาน 27 ประตู 17 แอสซิสต์จากการลงเตะ 54 นัดรวมกันทุกถ้วย

    ฟีร์มิโน่

    เส้นทางในระดับทีมชาติ
    ครั้งหนึ่ง ฟีร์มิโน่ เคยพูดว่า มันคงเป็นดั่ง”ความฝัน”กับการได้ลงเล่นให้กับ ทีมชาติบราซิล ในขณะที่เขาไม่เคยได้รับการติดต่อจาก คาร์ลอส ดุงก้า กุนซือทีมชาติมาก่อนเลย จนกระทั่งวันที่ 23 ตุลาคม 2014 เขาก็มีโอกาสถูกเรียกตัวเป็นครั้งแรกในเกมกระชับมิตรกับ ตุรกี และ ออสเตรีย ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ออกมาเผยความรู้สึกว่า “ผมมีความสุขมากๆจากการถูกเรียกตัว และต้องขอขอบคุณให้กับทีมเป็นพิเศษ” และแล้วเขาก็ได้รับโอกาสประเดิมสนามในแมตช์ที่ไล่ถล่ม ตุรกี 4-0 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2014 จากการถูกส่งลงสนามมาในช่วง 17 นาทีสุดท้ายเพื่อแทนที่ ลุยซ์ อาเดรียโน่ ก่อนจะมายิงประตูแรกได้ในอีก 6 วันถัดมาจากการสวมบทซูเปอร์ซับที่ช่วยให้ทีมบุกไปเอาชนะ ออสเตรีย 2-1 เขาได้โอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงครั้งแรกในเกมอุ่นเครื่องที่เอาชนะ ฝรั่งเศส 3-1 ได้ที่ สต๊าด เดอ ฟร้องซ์ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2015 ในเดือนพฤษภาคม 2015 เขาถูกเรียกตัวเข้าสู่ทีมที่จะเดินทางไปลงแข่งขัน โคปา อเมริกา 2015 ที่ ชิลี และทำได้ 1 ประตูตลอดทั้งรายการในเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้ายที่เฉือนเอาชนะ เวเนซุเอล่า 2-1 ก่อนที่ บราซิล จะไปได้ไกลแค่รอบ 8 ทีมสุดท้ายหลังพ่ายการดวลจุดโทษให้กับ ปารากวัย ในเดือนพฤษภาคม 2018 เขากลายเป็น 1 ใน 23 ขุนพลแซมบ้า ที่ได้ลงแข่งขันใน ฟุตบอลโลก 2018 ที่ รัสเซีย ซึ่งตลอดทัวร์นาเมนต์เขามักจะได้ลงสนามในฐานะตัวสำรองตอนช่วงท้ายเกมส์ซะเป็นส่วนใหญ่ และยิงได้ 1 ประตูจากเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ทีมเอาชนะ เม็กซิโก 2-0 โดยถูกส่งลงมาในนาทีที่ 86 และยิงประตูปิดท้ายเกมได้หลังจากอยู่ในสนามได้เพียง 2 นาที

    สไตล์การเล่น
    เมื่อครั้งยังอยู่กับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ หน้าที่หลักของเขาคือการเล่นเป็น มิดฟิลด์ตัวรุก แต่ก็มักถูกปรับไปยืนเป็น หน้าต่ำ, ปีกทั้งสองข้าง และ มิดฟิลด์ตัวกลาง ในหลายๆโอกาส โดยที่เขาสามารถแสดงออกถึง ความเร็ว การคอนโทรลบอลในที่แคบๆและวิชั่นที่มีในทุกๆพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย หลังจากเริ่มต้นด้วยตำแหน่ง ปีกซ้าย กับ ลิเวอร์พูล ภายใต้การทำทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส จนกระทั่งการเข้ามาของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ทำให้เขาถูกขยับเข้ามาเล่นตรงกลางเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกับบทบาท ฟอลส์ ไนน์ ซึ่งภายหลังการปรับตัวเข้ากับแนวทางเพรซซิ่งของ กุนซือชาวเยอรมัน ได้อย่างลงตัว ก็ทำให้ ฟีร์มิโน่ สามารถยึดตำแหน่งศูนย์หน้าตัวหลักของทีมได้อย่างเหนียวแน่นตลอดทั้งฤดูกาล 2017-18

    ไรอัน บาเบล อดีตนักเตะหงส์แดงและเพื่อนร่วมทีมที่ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ได้เคยกล่าวถึง ฟีร์มิโน่ ไว้ว่า “เขาเป็นผู้เล่นที่มีความแพรวพราว เขายิงประตูได้เยี่ยม เขาสามารถผ่านบอลทะลุช่องได้มากมายและช่วยทำแอสซิสต์ได้ดีมากๆ” นอกจากนี้เขายังกล่าวยกย่องลูกกลางอากาศของ แข้งชาวบราซิล ว่าโดดเด่นเหนือผู้เล่นที่มีขนาดตัวใกล้เคียงกัน และชื่นชมไปถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนและทัศนคติที่ไม่สร้างปัญหาใดๆ คล็อปป์ ก็เคยกล่าวถึงหัวหอกคนโปรดไว้ว่า เขาเป็นเหมือนกับ”เครื่องจักร”ที่ช่วยเดินเครื่องให้กับระบบการเล่นสวนกลับของทีม “หากเขาเสียบอล เขาก็จะพยายามแย่งชิงมันกลับ หากเขาทำพลาดอีก เขาก็จะพยายามแย่งมันคืนมาอีก เขาเป็นเหมือนกับเครื่องจักรของทีม” และจากสไตล์การเล่นที่คลิกเข้ากับระบบเพรซซิ่งของ คล็อปป์ ได้อย่างไร้ที่ติ ก็ทำให้ ฟีร์มิโน่ ถูกยกย่องให้เป็น “ผู้เล่นคนสำคัญที่สุดของ ลิเวอร์พูล” ในหลายๆโอกาสระหว่างฤดูกาล 2016-17 และ 2017-18 นอกจากนี้เขายังสร้างชื่อด้วยลีลาการทำประตูแบบ ”ไม่ต้องมอง” ที่ฮิตไปทั่วโลกโซเชี่ยลอีกด้วย

    ชีวิตส่วนตัว
    ฟีร์มิโน่ เกิดและเติบโตที่ เมืองมาเซโอ ในแถบชายฝั่งของ รัฐอาลาโกอัส ประเทศบราซิล ซึ่งรายล้อมไปด้วยปัญหาความยากจนและความรุนแรงจากอาชญากรรม ซึ่งถือเป็นโชคดีที่พ่อและแม่ของเขาพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องเขาจากความเสื่อมโทรมในละแวกนั้น จนทำให้เขาหันไปทุ่มเทกับการเล่นฟุตบอล เขาพบรักกับ ลาริสซ่า เปเรยร่า แฟนสาวสุดเอ็กซ์ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นระหว่างงานเลี้ยงใน มาเซโอ บ้านเกิดของเขาเมื่อปี 2014 และมีลูกสาวด้วยกันสองคน วาเลนติน่า และ เบลล่า ก่อนจะตกลงใจเข้าพิธีสมรสด้วยกันอย่างเป็นทางการในปี 2017 โดยมี ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ มาช่วยทำหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ในขณะที่ทั้งคู่มักจะโพสต์รูปคู่แบบหวานฉ่ำปนวาบหวิวใน อินสตาแกรม เพื่อเซอร์วิสผู้ติดตามอยู่เป็นประจำ ในเดือนธันวาคม 2016 ฟีร์มิโน่ เคยถูกตำรวจเมือง ลิเวอร์พูล รวบตัวด้วยข้อหาเมาแล้วขับ ก่อนจะถูกศาลท้องถิ่นตัดสินโทษปรับ 20,000 ปอนด์พร้อมยึดใบขับขี่เป็นระยะเวลา 1 ปีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017 “บ๊อบบี้” คือชื่อเล่นที่สาวก เดอะ ค็อป และเพื่อนร่วมทีมพากันตั้งให้เขา ซึ่งมีที่มาจากการย่อชื่อจริง “โรแบร์โต้”

    Roberto Firmino

    Tags : ,

    บทความที่เกี่ยวข้อง