โรแบร์ ปิแรส (Robert Pires)

    26/04/2018 FIFA55DAY

    Robert Pires

    โรแบร์ เอมมานูเอล ปิแรส เกิดที่เมืองเรมส์ ประเทศฝรั่งเศส ที่จริงแล้วคุณพ่อของปิแรสเป็นชาวโปรตุเกสโดยกำเนิด ส่วนคุณแม่เป็นชาวเสปนด้วยซ้ำ ทำให้ในตอนที่เค้าเป็นเด็กนั้น ต้องเชียร์ฟุตบอลด้วยสโมสรทีมที่พ่อของเค้าเป็นแฟนเชียร์ นั่นคือ ทีมเบนฟิกา หัวแถวของบอลโปรตุเกส ในสมัยเด็กเขายังวิ่งเล่นเตะบอลโดยสวมเสื้อบอลทีมเบนฟิกาที่พ่อซื้อให้ กับเสื้อทีมราชันชุดขาว เรอัล มาดริด ที่ตัวเค้าเป็นเป็นแฟนคลับ หลายคนอาจสงสัยว่าพ่อกับแม่ของปิแรสมาเจอกันได้อย่างไร ที่จริงตอนนั้นพ่อของเค้าเป็นทหารประจำการอยู่และกองทัพมีคำสั่งให้สั่งทหารชายหนุ่มทั้งหลายไปยังประเทศ อังโกลา ที่แอฟริกาเพื่อร่วมรบที่แดนหน้า แต่ทว่า พ่อของเค้าไม่อยากรับใช้กองทัพ จึงได้หนีไปอยู่กับพี่ชายที่ฝรั่งเศษและทำงานที่ประเทศใหม่นี้ตั้งแต่ตอนนั้น จนได้พบกับแม่ชาวฝรั่งเศสแต่งงานกัน ชีวิตของปิแรสจึงได้เริ่มต้นขึ้น

    ครอบครัวต้องย้ายมาอาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศษตั้งแต่เด็กๆ เค้าให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่าในสมัยที่ยังเด็กเค้าไปเรียนหนังสืออย่างไม่ค่อยมีความสุขเท่าไรนัก มีวัยเด็กที่ยากลำบากเพราะว่าพูดภาษาฝรั่งเศษไม่ค่อยได้ในตอนนั้น พ่อแม่ของปิแรสก็มักจะใช้ภาษาโปรตุเกสกับสเปนมากกว่าในชีวิตประจำวันด้วย แต่อย่างไรก็ดี ความรักในเกมฟุตบอลถ่ายทอดมาจากพ่ออย่างแรงกล้าตามไปด้วย สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้มีชีวิตลำบากแต่กลับมีความสุขด้วยซ้ำ Robert Pires เริ่มหัดเล่นฟุตบอลตั้งแต่ตอนเด็ก ตามอย่างคุณพ่อของเค้าที่เคยเล่นให้กับทีมระดับท้องถิ่นเล็กๆที่ชื่อ เลอ คอรโป ในทุกๆวันเสาร์ของสัปดาห์ ตอนกลางคืน ปิแรสจะออกไปนั่งเชียร์พ่อที่ข้างสนามตอนแข่ง และในที่สุดมรดกที่พ่อเค้าให้มาก็เริ่มจะมองเห็นชัดเจน

    ตอนที่ปิแรส อายุ 15 ปี เขาก็ออกจากการเรียนหนังสือที่โรงเรียน มาเริ่มเข้าสู่อาชีพนักฟุตบอล ด้วยการเข้าร่วมกับทีมท้องถิ่น ที่มีหลักสูตรนักฟุตบอลกีฬาระยะสั้น 2 ปี ตามที่คุณแม่ของเค้าขอร้อง เพราะว่าตอนนั้นเค้าเล่นให้กับทีมระดับ C ของเรมส์อยู่ และปิแรสเองรู้สึกอย่างจะออกแล้ว เพราะว่าด้วยความเป็นเด็กวัยรุ่น ย่อมมีความรู้สึกอยากเที่ยว ไปข้างนอก และทำอะไรๆกับเพื่อนมากกว่าการเตะบอล เรียนหนังสือ นอน และเริ่มใหม่ตลอดเวลา เช่น ปาร์ตี้ ผู้หญิง และอยู่กับเพื่อนๆร่วมแก๊ง แต่ก็ยังโชคดีที่แม่บอกว่าลูกยังไม่เข้าใจหรอกว่า อยากได้อะไรในชีวิต แต่ฟุตบอลเป็นความฝันของลูกนะ สักวันหนึ่งอาจจะเป็นอาชีพก็ได้ เขารู้สึกดีใจที่ได้ทำตามคำแนะนำของแม่ ไม่งั้นอาจจะต้องกลายเป็นคนขับแท็กซี่เหมือนพี่ชายไปแล้วก็ได้ ภายหลังจบการศึกษา 2 ปี ปิแรสก็ยังเล่นให้กับสโมสรเรมส์ต่อไป จนกระทั่งถูกเรียกให้คุณสู่ทีมชุดใหญ่ในอีก 4 ปีต่อมา

    ช่วงแรก เล่นอยู่กับทีมร่วมเมืองจนฝึกฝนฝีเท้าได้ระดับดีพอสมควร และเริ่มมีสโมสรที่ใหญ่ขึ้นมองเห็นฝีเท้าของตำนานรายนี้ในที่สุด มีโอกาสได้ย้ายไปเล่นให้กับสโมสร เม็ตซ์ เอฟซี ในระดับชุดเยาวชนช่วงปี 1993 พร้อมได้รับการประเดิมสนามในทีมชุดใหญ่ ในการแข่งขันลีกสูงสุด “ลีกเอิง” ในประเทศฝรั่งเศษทันที ด้วยเกมแรกที่เจอกับลียง ปิแรสเล่าว่าในตอนเด็กๆนั้น การดูทีม เรอัล มาดริด เล่นผ่านสายตา ทำให้เค้าตื่นเต้นมากกว่าทีมอื่นๆ แถมที่จริงช่วงนั้นเบนฟิก้าอยากจะเซ็นสัญญากับเค้าแล้วด้วยซึ่งทำให้ความฝันของเค้าเป็นจริงได้ แต่ว่าปิแรสคิดว่าเค้ากำลังอยู่ในระหว่างพัฒนาฝีเท้า ยังไม่ถึงจุดสูงสุดกับเม็ตซ์ จึงเลือกตัดสินใจไม่ย้ายไปอยู่กับเบนฟิกาที่ติดต่อมาช่วงปี 1996-1997 พร้อมพัฒนาฝีมือได้รวดเร็ว

    น่าแปลกที่ตั้งแต่เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพ ต้องอยู่กับทีมเล็กๆในลีกเอิงอย่างเม็ตซ์ไปจนถึงอายุ 25 ถือได้ว่าเป็นนักเตะที่ฝีเท้ามาเบ่งบานช้ากว่าคนอื่น ปิแรสบอกว่า เค้าอยากจะอยู่กับทีมนี้เองจริงๆ เพราะว่าที่นี่เค้าได้รับการการันตีตำแหน่งตัวจริง ได้ลงเล่นทุกเกม และในบอลยูฟ่าคัพด้วย แถมยังติดทีมชาติในชุดอายุต่ำกว่า 23 ปี ทำให้ทุกอย่างกำลังไปด้วยดี ได้เล่นและลงสนามต่อเนื่องซึ่งจำเป็นกับตัวของเขา ปิแรสเริ่มเล่นกับทีมเม็ตซ์ด้วยตำแหน่ง กองกลาง ตัวกลางสนามหมายเลข 10 แต่ว่าพรสวรรค์ของเค้านั้นได้ไปเตะตาของโค้ชทีมสำรองที่ฝึกสอนเค้าตอนอายุ 19 ปี ที่ชื่อ ฟิลลิป สังเกตเห็นบางอย่างในตัวเค้าและได้จับเค้าให้ย้ายจากตำแหน่งกองกลางตัวรุก มาเล่นปีกซ้ายเป็นคนแรก ตั้งแต่ครั้งแรกที่ปิแรสเล่นตำแหน่งปีก ลากเลื้อย ขึ้นลงตามเส้น เค้าก็ค้นพบตัวเองและเริ่มพัฒนาการเป็นปีกชั้นยอดได้เรื่อยๆ เมื่อแผนนี้ได้ผลก็เป็นจุดเปลี่ยนของอาชีพนักฟุตบอลของเขาทันที

    ในตลอดการเล่นให้กับเม็ตซ์ที่เหลือ เล่นได้อย่างดีมาก ตลอด 162 เกมที่ลงเล่น ยิงไปได้มากถึง 43 ประตู ยังช่วยให้เม็ตซ์ได้แชมป์ 1 รายการด้วยกัน นั่นคือ ถ้วย คูป เดอ ลา ลีก ของฝรั่งเศส เป็นเกียรติยศครั้งแรกในชีวิตของเค้า ในปี 1998 ปิแรสที่เริ่มอิ่มตัวแล้วกับเม็ตซ์ ก็ได้รับการติดต่อทาบทามจากทีมระดับหัวแถวของลีกเอิงที่สูงขึ้นไปอีก อีกทีมนั่นคือ โอลิมปิก มาร์กเซย ด้วยค่าตัวสูงถึง 5 ล้านปอนด์ในตอนนั้น ที่สโมสรใหม่แห่งนี้ ใช้เวลา 2 ปีอย่างดีแบบไม่สุด เพราะว่าในปีแรกที่ย้ายมาสโมสรสามารถทำผลงานได้ดีจนเกือบจะได้แชมป์ลีกเอิง ซึ่งเป็นถ้วยสูงสุดอยู่แล้ว แต่กลับพลาดไปด้วยคะแนนเดียว แม้ว่าพวกเค้าจะร่วมการแข่งขันระดับยุโรปและทำผลงานได้อย่างดี จนฝ่าฟันไปถึงนัดชิงได้แล้ว แต่ในปี 1999 กลับพลาดท่าแพ้ในนัดชิงกับ ปาร์ม่า ทำให้ได้แค่รองแชมป์อย่างน่าเสียดาย ปีสุดท้ายที่อยู่กับมาร์แซย์เค้าก็มีปัญหาทั้งเรื่องบาดเจ็บ บวกกับปัญหาภายในและภายนอกสนามทำให้ไม่มีความสุขและบอยคอทท์กับการเล่นกับมาร์กแซย์ตอนสิ้นสุดปีนั้น

    หลังจากตอนนั้นในปี 2000 ปิแรสเล่าว่าเค้าได้รับการติดต่อและให้ความสนใจจากหลายๆสโมสรระดับโลก และหนึ่งในนั้นก็คือ เรอัล มาดริด แต่ในที่สุดเค้าเลือกที่จะย้ายไปยัง ลอนดอน เพื่อเข้าร่วมกับทีมใหม่อย่าง อาร์เซน่อล ด้วยเหตุผลเดียวเลยคือ อาร์เซน เวงเกอร์ หลังจากที่ปิแรสได้คุยกับกุนซือปืนโตหลายครั้ง เค้าก็มั่นใจว่า เวงเกอร์ต้องการเค้ามากกว่า และเค้าจะได้เล่นแน่นอน นอกจากนั้น เรอัล มาดริด เป็นทีมใหญ่แต่มีความไม่แน่นอนมากกว่า ผู้คนเลยเดาผิดกันไปหมดหลังจากที่ปิแรสมาลงเอยที่ลอนดอน แต่ตำนานคนใหม่ของอาร์เซน่อลได้เริ่มต้นขึ้น

    Robert Pires ย้ายมาเล่นให้กับทีมอาร์เซนอลในปี 2000 ถึงแม้ว่าจะมีชื่อเสียงพอสมควรอยู่แล้ว เพราะว่าเค้าเพิ่งจะคว้าแชมป์โลกกับฝรั่งเศษมาหมาดๆ และยังติดทีมชาติเป็นประจำแล้ว แต่ว่าการมาอยู่กับอาร์เซน่อลตอนนั้นก็ค่อนข้างไม่ได้น่าตื่นเต้นสำหรับแฟนบอลเท่าไรนัก เพราะว่า เค้ามาหลังสตาร์ดังคนอื่นนานพอสมควรเช่น ตอนนั้น เดนนิส เบิร์กแคมป์ สุดยอดของกองหน้าและมันสมองทีม อยู่กับอาร์เซน่อลมาตั้ง 5 ปีแล้ว ส่วนอองรีก็อยู่ก่อนนานเกือบจะปีหนึ่ง ลุงเบิร์ก ก็มาสองเดือนแล้วเช่นกัน การมาของปิแรส ยังถูกมองว่าเป็นการมาทดแทนโดยตรงของปีกจอมลีลาคนก่อน คือ มาร์ค โอเวอร์มาส์ ที่พาทีมคว้าแชมป์ไปแล้วและยังเป็นที่รักของแฟนบอล ด้วยความเป็นปีกจรวด ที่เพิ่งจะย้ายไปอยู่กับบาร์ซ่าด้วยค่าตัวสติถิด้วย ดังนั้นความกดดันและการเปรียบเทียบจึงหนักหน่วงอย่างเลี่ยงไม่ได้

    ค่าตัวของปิแรส ถูกมากๆแค่ 5 ล้านเท่านั้น เพราะปีสุดท้ายของเค้ากับมาร์กแซย์นั้นมีปัญหากันและฟอร์มตกแถมยังโดนริบปอกแขนกัปตันทีม และอาจส่งผลกับ 6 เดือนแรกในลอนดอนด้วยที่ฟอร์มการเล่นไม่เหมือนเดิม หรือยังปรับตัวเข้ากับลีกใหม่ที่มีความเร็วเล่นกันหนักมากยังไม่ได้ แม้จะเล่นได้ดีขึ้นในครึ่งหลังของปีนั้น แต่ทั้งหมดยังไม่ได้ส่งสัญญาณของการเล่นที่เหลือเชื่อในปีถัดไปเลย ในปีต่อมา ปิแรสเริ่มต้นฤดูกาลได้ดีใช้เวลาอยู่สักหน่อยในที่สุดเขาตอบทุกคำถามให้หายสงสัย และปิดปากนักวิจารณ์ซะสนิทด้วยการเล่นที่มีลีลานุ่มนวล ทักษะการจับบอลและการเลี้ยงบอลริมเส้นที่ไม่เร็วมาก แต่ผ่านตลอด สมองระดับอัจฉริยะ การจ่ายบอลเหนือชั้น ยังมีทักษะยิงประตูเหมือนกองหน้า ประสานงานเข้ากันกับเพื่อนร่วมทีมใหม่ได้อย่างเนียนตาในเวลาสั้นๆ ทำให้ได้กลายเป็นตัวจริงสม่ำเสมอ ทำประตูและจ่ายให้เพื่อนยิงอยู่เสมอ มีการเปรียบเทียบว่า นักเตะคนอื่นๆของปืนโต เช่น เบิร์กแคมป์ อาจจะเยือกเย็นเหมือนน้ำแข็ง ส่วนอองรีก็เฉียบคมเหมือนเหล็กกล้า ทั้งทีมเล่นอย่างดุดัน แต่มีปิแรสนี่แหละที่เข้ามาเป็นเหมือนการตกแต่งด้วยผ้าไหมแบบที่นุ่มนวลสวยงาม แฟนบอลยังชอบจุดเด่นของเค้าที่มีหน้าตาเหมือนทหารเสือของตำนานฝรั่งเศสด้วย เคราแบบแพะ ผมยาวสลวย สง่างามทุกย่างก้าว เฉียบคมดุจดังทหารดาบ ปิแรสโชว์ฟอร์มได้อย่างหรูด้วยตำแหน่งปีกซ้ายที่ค่อนข้างอิสระเพื่อทำการสวนกลับเร็วเป็นอาวุธ

    ในทีมชาติก็เช่นกัน เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมฝรั่งเศษชุดคว้าแชมป์โลกปี 1998 โดยการล้มบราซิลไป 3-0 พลิกล็อคคนทั้งโลก แต่น่าเสียดายที่ก่อนจะถึงปี 2002 บอลโลกถัดมา อาการบาดเจ็บที่ติดต่อมาจากการโดนสกัดกับการเล่นในพรีเมียร์ลีก ทำให้ปิแรสอดไปบอลโลกในปีนั้นกับทีมชาติฝรั่งเศส ต้องนั่งดูเชียเพื่อนอยู่ที่หน้าจอทีวีเท่านั้น นี่ทำให้ปิแรสรู้สึกเสียใจมาก และหลังจากนั้นเค้ายังมีปัญหากับ เรย์มง เดอโมเน็ค โค้ชทีมชาติจนทำให้ไม่โดนเรียกตัวไปติดทีมอีกนานหลังปี 2004 ปิดฉากทีมชาติไปเพียงแค่ 79 นัด ทำไปได้ 14 ประตูด้วยกัน แต่ว่าเค้ากลับช่วยทีมชาติคว้าแชมป์เต็มๆเมื่อครอสบอลให้เทรเซเก้ยิงโกลเด้นโกลเข้าไปในยูโร ปี 2000 ช่วยได้มากตลอดทัวนาเม้นที่สำคัญๆ

    ตำนานอาร์เซน่อลรายนี้ เล่นทางกาบซ้ายได้อย่างเข้าขาเป็นพิเศษ เหมือนส่งกระแสจิต กัลป์ แอชลี่ โคล แบ็คซ้าย และ เธียรี่ อองรีกองหน้า ด้วยการสลับตำแหน่งกัน จนเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นการประสานงานที่ดีที่สุดในยุโรปตอนนั้นทีเดียว ในปี 2001-2002 ที่ปืนโตคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้ ปิแรสเล่นได้โด่งดังที่สุด ทำตัวเลขสถิติหลายด้านอย่างเหลือเชื่อ ไม่รวมประตูที่ขึ้นชั้นตำนานมากมาย เช่น ประตูที่ยิงใส่ แอสตันวิลล่า ด้วยการเดาะบอลหลบบัวเต็ง แล้วล็อบบอลให้ลอยข้ามหัว ปีเตอร์ ชไมเคิ้ล อย่างสวยงามด้วยสัญชาตญาน ในปีนั้นเค้ายังได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีจากนักเขียน และรางวัลนักเตะสุดยอดของสโมสรพร้อมกัน เป็นส่วนหนึ่งของอาร์เซน่อลที่ได้ดับเบิ้ลแชมป์ ภายใต้ชุด “ไร้พ่าย” ด้วยการไม่แพ้กับใครเลยยาวนานถึง 49 เกม

    เขายังทำประตูเป็นรองเพียงแค่อองรีคนเดียว อองรียิงไป 39 ลูก ส่วนปิแรสยิงไป 19 ประตู คล้ายกับกองหน้ายังไงยังงั้น ภาพที่แฟนๆบอลจำติดตาบ่อยๆก็คือ การยิงประตูแบบปั่นไซด์โป้งหลังเลี้ยงตัดมาจากกาบซ้ายส่งบอลเสียบสามเหลี่ยมเสาไกลทุกลูก จนกลายเป็นประตูลายเซ็นของเค้าไปเลย ช่วงท้ายๆของการแข่งขันปี 2001-2002 ปิแรสเจ็บหนักลงเล่นไม่ได้ แต่ทีมก็คว้าแชมป์ได้ในที่สุด โดยน่าสนใจที่เมื่อเพื่อนร่วมทีมปืนโตกำลังฉลองแชมป์และชูถ้วยทีละคน พอถึงตาปิแรส ทั้งทีมก็ก้มลงกราบแสดงท่าทีเหมือนนับถือ ที่พื้นเป็นภาพที่แสดงให้เห็นว่า ปิแรส ได้รับการยอมรับจากทีมมากว่ามีความสำคัญจริงๆต่อการได้แชมป์นี้

    นอกจากนั้น ในปี 2003 เมื่ออาร์เซน่อลได้แชมป์ เอฟเอ คัพ เป็นเขานี่แหละที่ยิงประตูชัยประตูเดียวให้ทีมเฉือนชนะเซาแธมป์ตันไปได้ 1-0 ได้ครองถ้วยใบเก่าแก่ไปอีกถ้วยหนึ่ง ปิแรสบอกว่าวันนั้นเป็นวันที่เค้าประทับใจมาก เพราะเป็นความรู้สึกรักเพื่อนร่วมทีม รักสโมสรแห่งนี้ และให้อาร์เซน่อลเป็นเหมือนลมหายใจของตัวเองไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่เวลาของเค้ากับอาร์เซน่อลหมดลงเร็วเกินไปเมื่อ ปี 2006 ทีมปืนโตเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศเพียงครั้งเดียวและมีโอกาสคว้าแชมป์มากสุดๆ แต่กลับมาเหตุการณ์ไม่คาดคิด เมื่อนายประตู เยนส์ เลห์มัน ออกมาใช้มือนอกเขตทำให้โดนใบแดงไล่ออก และเวงเกอร์ เลือกที่จะเปลี่ยนปิแรสออก ทำให้เค้าช็อคมาก และคิดว่าตัวเองไม่ได้รับความไว้วางใจอีกต่อไปแล้ว จนในที่สุดปิแรสก็ย้ายออกไปจากทีมหลังปีนั้นทันที เป็นการจบตำนานของเค้าที่แฟนบอลปืนโตยกเค้าให้เป็น นักเตะสุดยอดอันดับ 6 ของสโมสรตลอดกาล

    บทบาทสำคัญเขาเล่นในตำแหน่งปีก โดยเฉพาะทางซ้าย เค้ามีความเร็วและเลี้ยงบอลได้ดีแม้ว่าลักษณะการวิ่งและการเลี้ยงบอลจะไม่ค่อยเหมือนใคร เพราะชอบเปิดข้างเท้าออกและเลี้ยงบอลเหมือนแปรด้วยเท้าด้านในบ่อยๆ เป็นคนจ่ายบอลได้แม่นยำทั้งจากด้านข้าง และทะลุช่อง การจับบอลและการชิ่งด้วยการคุมบอลระยะใกล้ ก็อยู่ในระดับสุดยอด นอกจากนั้น ยังมีวิสัยการยิงทั้งในกรอบ และระยะไกลนอกกรอบที่แม่นยำมาก สมองเข้าขั้นอัจฉริยะ ทำให้พาตัวเองไปในเขตโทษถูกที่ถูกเวลาเสมอ ปิแรส เล่นได้ดีมากเมื่อประสานงานกับเพื่อน ณ ทีมปืนโต เป็นการประสานกับ แอชลี่ โคล เพราะเวนเกอร์ชอบให้ปิแรส ตัดจากปีกเข้าใน แบ็คซ้ายแบบโคลเติมได้ทันทีจากช่องนี้ และยังสลับที่กับอองรีขึ้นไปยิงในเขตโทษตอนที่อองรีรับบทกระชากปีกไปเปิดให้แบบเนียนสุดๆ จุดอ่อนเดียวของปิแรส น่าจะเป็นการไม่เล่นเกมรับและไม่ค่อยเข้าปะทะด้านร่างกาย แต่เค้าก็ชดเชยจุดนี้ด้วยการทำเกมบุกอย่างสุดเร่าร้อนแทน

    เขามีวิธีการเล่นตำแหน่งปีกที่แตกต่างจากปีกทั่วไปในอังกฤษก่อนที่เค้าจะย้ายมาอย่างชัดเจน เช่น ไรอัน กิ้กส์ หรือ เดวิด เบ็คแฮม นั้นชอบการโจมตีแบ็ค ด้วยการวิ่งเข้าใส่และใช้ความเร็ว หรือการเปิดบอลจากด้านข้างเข้ากลางอย่างอันตราย แต่ทว่าปิแรส ไม่ได้ทำแบบนั้น แม้ว่าเค้ามาแทนปีกอย่างโอเวอร์มาส์ที่ชอบเล่นแบบปีกแท้ๆก็ตาม เพราะว่าเค้าชอบเริ่มทำเกมจากตรงกลาง และใช้เท้าขวาที่ถนัดตัดเข้ามาจากด้านซ้ายเพื่อยิงเสาไกลได้ ตอนนั้นเป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการนักเตะตำแหน่งปีกอย่างมาก ไม่ค่อยมีใครเขาทำกัน แต่ตอนนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาๆเพราะทุกคนเลียนแบบหมดแล้ว ที่สำคัญ การผ่านบอลให้เพื่อนทำประตูเหมือนจะยากแต่เค้าทำมันแบบง่ายๆเสมอ ด้วยการเลี้ยงบอลของข้อเท้าที่เร็วทำให้มีเวลาและพื้นที่หนีกองหลังก่อนจะเปิดบอลได้เสมอ

    สำหรับนัดสุดท้ายของปิแรส ในการเล่นกับอาร์เซน่อลเป็นนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก ที่เจอกับบาร์เซโลน่า หลังจากที่ เยนส์ เลห์มัน โดนใบแดงไล่ออก กุนซือ อาร์เซน เวนเกอร์ ต้องเลือกว่าจะนำใครออกเพื่อให้นายประตูสำรองอย่าง อัลมูเนีย ลงไปเล่นประตูแทน ตอนนี้มี อเล็กซานเดอร์ เคล็บ อยู่ปีกขวา และปิแรสอยู่ปีกซ้าย เมื่อผู้ตัดสินข้างสนามชูป้ายไฟเบอร์ 7 ของ ปิแรส ตอนนั้น เค้าช็อคมากเพราะว่าไม่คิดว่าตัวเองจะโดนเปลี่ยนออก แสดงว่าเวนเกอร์ยอมเสียสละเค้าออกแทนที่จะเป็นคนอื่น ซึ่งถึงแม้ว่าปิแรสจะมีอายุ 32 ปีแล้วในเวลานั้น แต่ประสบการณ์ของเค้าและการยิงประตูเชื่อมือได้มากกว่าเคล็บอยู่แล้ว นั่นทำให้เค้าเสียใจมาก ในปีต่อมาจึงปฎิเสธการต่อสัญญา 1 ปีกับทีมออกไป ตามนโยบายที่ไม่ต่อสัญญาเกิน 1 ปีกับนักเตะที่อายุเกิน 30 ที่เวนเกอร์คิดค้นขึ้นมา ทั้งหมดนี้รวมๆกันทำให้ปิแรสอำลาทีมปิดตำนานปีกซ้ายในดวงใจของแฟนบอลในที่สุด

    วันเดือนปีเกิด : 29 ตุลาคม ค.ศ.1973

    สโมสรในปัจจุบัน : แขวนสตั๊คแล้ว

    โรแบร์ ปิแรส

    Tags : ,

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    Search